ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาได้วิเคราะห์สภาพการณ์ปัจจุบันของประเทศในบันทึกฉบับหนึ่ง ว่า ในช่วงเวลานี้ ผมได้เผชิญกับคำถามนี้จากหลายภาคส่วนของสังคมอยู่เสมอว่า ในฐานะที่ผมใช้ชีวิตทั้งชีวิตศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) สถานการณ์ในสังคมปัจจุบันของเรานั้นคล้ายคลึงกับช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์อิสลาม?
ตามรายงานของกลุ่มการเมืองของสำนักข่าวตัสนีม ฮุจญะตุลอิสลาม “ฮามิด กาชานี” ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ได้วิเคราะห์สภาพการณ์ปัจจุบันของประเทศอิหร่านในบทบันทึกดังนี้ :
ในนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงทำลายทรราช
ในช่วงเวลานี้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงเมตตาประทานโอกาสให้ผมได้เข้าร่วมการชุมนุมอันเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นของบรรดาผู้ศรัทธาผู้เป็นนักปฏิวัติในเมืองหลวงของประเทศอิสลามของเรา ผมได้เผชิญกับคำถามนี้จากหลายภาคส่วนของสังคมอยู่เสมอว่า ในฐานะที่ผมใช้ชีวิตทั้งชีวิตศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) สถานการณ์ในสังคมปัจจุบันของเรานั้นคล้ายคลึงกับช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์อิสลาม?
ผมคิดว่าผมควรจะแสดงมุมมองของผมเองเกี่ยวกับคำถามที่ถูกถามบ่อยครั้งนี้:
ก่อนอื่น ผมอยากจะกล่าวว่า ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่เหมือนกับช่วงเวลาอื่นๆ อย่างแท้จริง และอย่างมากที่สุดก็มีเพียงความคล้ายคลึงกันในบางแง่มุมที่เราสามารถเรียนรู้หรือสัมผัสได้จากสองช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์
และหากเราจะเปรียบเทียบช่วงเวลาของเรากับช่วงเวลาในยุคแรกเริ่มของอิสลาม (ในขอบเขตที่จำกัด) ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ผมต้องบอกว่าจากมุมมองของผม ช่วงเวลาของเราค่อนข้างคล้ายคลึงกับช่วงเวลาของการพิชิตนครมักกะฮ์ (และการประทานซูเราะฮ์อันนัศร์) หรือสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮ์ (และการประทานซูเราะฮ์อัลฟัตห์)
(เป็นที่ชัดเจนว่าในการพิชิตเมืองมักกะฮ์และสนธิสัญญาสันติภาพฮุดัยบียะฮ์นั้น ยกเว้นพวกหน้าไหว้หลังหลอก (มุนาฟิก) บางคนแล้ว ไม่มีประชาชนทั่วไปและแม่ทัพคนใดละทิ้งหรือทรยศต่อการสนับสนุนท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ตัดสินใจอย่างมีคุณค่าด้วยอำนาจเต็มเปี่ยมและการสนับสนุนจากบรรดาผู้ศรัทธาในสองช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ ที่นำมาซึ่งความรุ่งโรจน์และความยิ่งใหญ่แก่อิสลามและชาวมุสลิม)
ในช่วงเวลานี้ เราได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากทุกมุมโลกทั้งในโลกเสมือนจริง (สื่อโซเชียลมีเดีย) และโลกแห่งความเป็นจริง ที่พยายามสร้างความคล้ายคลึงกันระหว่างบรรยากาศของสังคมแห่งวิลายะฮ์และการปฏิวัติของเรากับยุคสมัยของท่านอิมามฮะซันมุจตะบา (อ.) โดยไม่ใส่ใจหรือรู้จักยุคสมัยของท่านอิมาม (อ.) นั้นเลยแม้แต่น้อย!
ในฐานะนักวิจัยประวัติศาสตร์อิสลามที่ไร้สถานะคนหนึ่ง ผมเห็นว่าจำเป็นต้องอธิบายโดยสังเขปแก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจสอบถามถึงความแตกต่างบางประการระหว่างยุคของอิมามฮะซันมุจตะบา (อ.) กับบรรยากาศของสังคมระดับภูมิภาคในอิหร่านยุคปัจจุบันดังนี้ :
ประการแรก : ในสมัยของท่านอิมามฮะซัน (อ.) ประชาชนทั่วไปไม่ได้ร่วมทางกับท่านอิมาม (ตรงกันข้าม พวกเขาไม่ศรัทธามั่นในตัวท่านและมุ่งแต่เรื่องทางโลก) เช่นเดียวกับผู้บัญชาการและทหารส่วนใหญ่ (ที่ขายตัวให้กับมุอาวิยะฮ์และหนีไป) และบรรดานักการเมืองก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับท่าน ในขณะที่วันนี้บรรดาประชาชนของเราได้ยึดมั่นอยู่ในแนวป้องกันบนท้องถนนอย่างมั่นคงและไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
ประการที่สอง : บรรดาผู้บัญชาการและทหารของเรา ซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดของความสามารถและเกินกว่าที่เราคาดหวังและจินตนาการไว้ กำลังอยู่ในสนามรบและอุทิศชีวิตเพื่อผลักดันแผนการของแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพ (หมายถึง อายะตุลลอฮ์มุจตะบา คอเมเนอี)
ประการที่สาม : นักการเมืองของเราก็ยืนหยัดอย่างมั่นคงแม้จะถูกคุกคามด้วยการลอบสังหาร และ...อยู่เคียงข้างประชาชนผู้ปฏิวัติและทหารผู้กล้าหาญ
ในขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ (หมายถึง อายะตุลลอฮ์มุจตาบา คอเมเนอี) ไม่ได้ถูกแสดงออกถึงความไม่พอใจใดๆ ต่อท่านจากบุคคลทั้งสามกลุ่มนี้เลย ตรงกันข้าม พวกเขามองว่าท่านคือตัวแทนที่จะมาแทนที่ท่านผู้นำผู้ถูกอธรรมและผู้เป็นชะฮีด (หมายถึง อิมามคอเมเนอี ผู้เป็นบิดา) และพวกเขาได้ให้การยกย่องชื่นชมท่านอย่างสูงในสารฉบับแรกของท่าน
ทั้งสองกลุ่มจากทหารและนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดี ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนซือสัตย์และกล้าหาญ ฯลฯ และไม่มีสัญญาณหรือคำเตือนใดๆ เกี่ยวกับการทรยศหรือความอ่อนแอถูกถ่ายทอดมาถึงเรา
นี่คือความแตกต่างพื้นฐานบางประการระหว่างสังคมของเราในปัจจุบันกับยุคสมัยและสังคมของท่านอิมามฮะซันมุจตะบา (อ.) ซึ่งในที่นี้มีพื้นที่ให้กล่าวถึงได้เพียงเท่านี้ และยังมีกรณีอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ในบทความนี้!
ทีนี้ หากใครก็ตามทำให้ประชาชนสิ้นหวังหรือสงสัยในเสาหลักทั้งสี่นี้ (ผู้นำที่มีอำนาจและรอบรู้ ทหารผู้กล้าหาญ นักการเมืองที่ขยันขันแข็ง และประชาชนในพื้นที่) เขาผู้นั้นคือผู้ทรยศหรือเป็นคนที่โง่เขลาอย่างยิ่ง
เรื่องของสงครามและผลต่างๆ ที่ตามมาของมันเป็นหนึ่งในหน้าที่เฉพาะของผู้นำ และตราบเท่าที่ท่านยังไม่ออกคำเตือนหรือคำสั่งใหม่ เราก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามความรู้ที่มีอยู่เดิมของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะไม่ใส่ร้ายกองกำลังของเราเองโดยไม่จำเป็น
หากคำสั่งคือให้ต่อสู้จนกว่าจะขจัดฟิตนะฮ์ (วิกฤตการณ์ความวุ่นวาย) ให้หมดไปและการพิชิตขั้นสุดท้าย เราก็ต้องเชื่อฟัง และหากด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ผู้นำสูงสุดต้องการกลยุทธ์อื่นใดในการทำสงครามต่อไป หน้าที่ของเราก็คือการเชื่อฟังและไม่เสนอแผนกลยุทธ์ใดๆ!
ผมขอร้องบรรดามิตรสหายว่าอย่าสร้างความเสียหายต่อการต่อสู้อันรุ่งโรจน์และการต่อต้านอันยิ่งใหญ่นี้ รวมถึงเสาหลักทั้งสี่ของมัน ด้วยการทำลายบรรยากาศและมุมมองที่คับแคบและไม่ถูกต้อง
บางครั้ง การสร้างความท้อแท้และความสงสัยโดยไม่มีเหตุผล (ยิ่งไปกว่านั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักฐานและข้อพิสูจน์) ย่อมกลายเป็นประโยชน์ต่อศัตรูอย่างแน่นอน
เป็นการเหมาะสมที่เราจะรักษาความเป็นเอกภาพ ความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจ และความประสานสอดคล้องกันในการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่นี้ และไม่ยอมให้เกิดความแตกแยก ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูปรารถนา
ขอความสันติสุขจากอัลลอฮ์จงมีแด่บรรดานักต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์
ขอความสันติสุขจากอัลลอฮ์จงมีแด่ประชาชนผู้กระตือรือร้นและนักปฏิวัติ
และด้วยความหวังในชัยชนะและความสำเร็จสำหรับนักรบแห่งอิสลาม
اللّهُمَّ اجْعَلْ جمیعَ المؤمنین والمؤمنات ولاسیَّما زعیمَنا فی دِرعِکَ الْحَصینَةِ الَّتی تَجعَلُ فیها مَن تُریدُ
“โอ้ อัลลอฮ์ โปรดทำให้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของเรา เข้าอยู่ในเกราะอันแข็งแกร่งของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะทรงทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เข้าอยู่ในมัน”
หมายเหตุ: ยุคสมัยของเราก็คล้ายคลึงกับสงครามอะห์ซาบในบางแง่มุม ซึ่งผมได้กล่าวถึงในบางสุนทรพจน์ และบางทีผมอาจจะกล่าวหรือเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต
ที่มา : สำนักข่าว ตัสนีม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้สำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่