การที่ 77 ประเทศเดินออกจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีของระบอบไซออนิสต์กำลังกล่าวสุนทรพจน์ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงถึงความเสื่อมถอยของระบอบดังกล่าว
แม้ว่า เนทันยาฮูจะพยายามระงับความโกรธต่อความล้มเหลวในระดับสากลครั้งนี้ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อไป และพูดอย่างบิดเบือนความเป็นจริงถึงความสำเร็จในนโยบายของเขา แต่ข้อเท็จจริงกลับชี้ไปในทิศทางที่ต่างออกไป นั่นคือ ระบอบไซออนิสต์กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่การสถาปนาขึ้นมา
1. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน “มิติทางทหาร”
ความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องของระบอบไซออนิสต์ภายหลังการก่อรุกรานต่ออิหร่าน ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ในการเผชิญหน้าครั้งนี้ กองทัพอิหร่านได้ระดมสรรพาวุธทั้งขีปนาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงและโดรนโจมตี ควบคู่ไปกับขีดความสามารถทางไซเบอร์ ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอันเลื่องชื่อของระบอบดังกล่าวอย่าง ไอรอนโดม (Iron Dome) ไร้ประสิทธิผล นอกจากนี้ กองทัพอิหร่านยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบอบไซโอนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน สิ่งปลูกสร้างทางอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย โครงการนิวเคลียร์ รวมถึงเครือข่ายคมนาคมและการสื่อสาร ทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางรถไฟ และเส้นทางโครงข่ายถนน
ศักยภาพขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านยังช่วยลดทอนศักยภาพในการโจมตีของระบอบผู้ยึดครองลงอย่างมาก ด้วยการยิงเครื่องบินรบ F-35 ตก รวมถึงการสกัดกั้นโดรนและอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก นอกจากนี้ อิหร่านยังสามารถชี้เป้า จับกุม และทำลายเครือข่ายสายลับของไซออนิสต์ ซึ่งยิ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการโจมตีของระบอบผู้ยึดครองนั้นอ่อนแอลงไปอีก
2. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน “มิติทางสังคม”
ประชากรในดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งจำนวนมากอพยพเข้ามายังระบอบไซออนิสต์ภายใต้เงื่อนไขว่า จะได้รับความมั่นคงและความมั่งคั่ง กลับต้องถูกบังคับให้ใช้เวลาอยู่ในหลุมหลบภัยเป็นเวลานาน และยังถูกลิดรอนสิทธิ์ในการเดินทางทางบกหรือทางทะเลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกัน มาตรการเหยียดเชื้อชาติที่ระบอบไซออนิสต์ผู้ยึดครองกระทำต่อผู้มีเชื้อสายอาหรับในดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งมักจะถูกเซ็นเซอร์โดยสื่อหลัก ก็เริ่มเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จนถึงขนาดที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ได้ออกมายอมรับถึงการมีอยู่ของระบอบการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติ (Apartheid) อย่างเป็นระบบในระบอบไซออนิสต์
หลักฐานต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า ความยากลำบากทั้งภายในและภายนอก การยืนหยัดต่อสู้ขัดขืนอย่างต่อเนื่องของประชาชนชาวปาเลสไตน์ รวมถึงการที่นโยบายเหยียดเชื้อชาติของระบอบไซออนิสต์ถูกเปิดโปง ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งให้ระบอบดังกล่าวเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานเกินรอ ระบอบไซออนิสต์นี้ จะล่มสลายหายไป เช่นเดียวกับระบอบการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในแอฟริกาใต้ และโลกจะได้ร่วมเป็นสักขีพยานต่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ
3. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน "มิติทางการเมืองและโครงสร้างสถาบัน"
การยอมรับจากองค์กรของชาติตะวันตก เช่น ฮิวแมนไรต์สวอตช์ (Human Rights Watch) ว่าการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติ (Apartheid) ได้กลายเป็นสิ่งที่มีโครงสร้างสถาบันรองรับในดินแดนที่ถูกยึดครอง ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงชะตากรรมร่วมกันระหว่างระบอบไซออนิสต์และระบอบการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ระบอบการแบ่งแยกสีผิวในดินแดนที่ถูกยึดครองกำลังเดินตามรอยทางเดียวกันกับกลุ่มเหยียดเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ และการหยัดยืนต่อสู้ของประชาชนชาวปาเลสไตน์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก "แกนนำแห่งการต่อต้าน" จะทำให้การล่มสลายของลัทธิไซโอนิสต์เป็นจริงขึ้นมาได้ในที่สุด
ตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดในการประเมินความมั่นคงของสังคมใด ๆ ก็คือ พรรคการเมืองของสังคมนั้น ซึ่งสภาพของพรรคการเมืองและองค์กรต่าง ๆ ในระบอบไซออนิสต์กำลังบ่งชี้ถึงสังคมที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรง ในปัจจุบัน พรรคการเมืองต่าง ๆ เช่น พรรคอิสราเอล เบเตนู (Yisrael Beiteinu - “อิสราเอลคือบ้านของเรา”) ซึ่งผู้สนับสนุนส่วนใหญ่มีเชื้อสายรัสเซีย และพรรคชาส (Shas) พรรคการเมืองทางศาสนาแบบดั้งเดิมของระบอบไซออนิสต์ที่เป็นตัวแทนของชาวยิวเซฟาร์ดิก (Sephardic Jews) ถือเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าพรรคการเมืองของอิสราเอลได้แตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ และขาดความเสถียรภาพ
4. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน "มิติระหว่างประเทศ"
การก่อการรุกรานที่ผิดกฎหมายของระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน ปาเลสไตน์ ซีเรีย และเลบานอน ซึ่งเป็นการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศรวมถึงข้อบัญญัติในกฎบัตรของสหประชาชาติและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างสิ้นเชิง นั้นต้องเผชิญกับการต่อต้านและประณามอย่างรุนแรงจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกและองค์กรระหว่างประเทศ และยังทำให้ประเทศพันธมิตรของระบอบดังกล่าว รวมถึงสหรัฐอเมริกา ต้องตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว
นานาประเทศทั่วโลกต่างตระหนักดีว่า อิหร่านไม่ได้ดำเนินการทางทหารใด ๆ ต่อระบอบดังกล่าว และไม่ได้ยิงกระสุนแม้แต่ นัดเดียว ไปยังดินแดนที่ถูกยึดครอง ดังนั้น ข้ออ้างของระบอบดังกล่าวในเรื่อง 'การป้องกันตัวล่วงหน้า' (preemptive defense) จึงไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ และไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ
5. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน “มิติทางเศรษฐกิจ”
ปฏิบัติการพายุ อัล อักซอ และความพ่ายแพ้ที่ระบอบดังกล่าวได้รับจากน้ำมือของอิหร่าน ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจนไม่อาจฟื้นฟูได้ต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอิสราเอล ซึ่งกระบวนการเสื่อมถอยนี้ยังถูกซ้ำเติมให้รุนแรงยิ่งขึ้นจากการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้ว่า ระบอบไซออนิสต์จะปิดกั้นไม่ให้นักข่าวและทีมถ่ายทำเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แต่รายงานจำนวนจำกัดที่เล็ดลอดออกมา บางส่วนก็ชี้ให้เห็นถึงการโจมตีที่สร้างความหายนะและสร้างความบอบช้ำอย่างไม่อาจแก้ไขได้ต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว และแสดงให้เห็นว่า ระบอบไซออนิสต์ได้ถูกลดสภาพจนกลายสภาพเป็นซากปรักหักพังที่พินาศย่อยยับไปแล้ว
ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการพัฒนาของระบอบไซโอนิสต์ โดยจนถึงปัจจุบัน คาดการณ์ว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ประกอบกับการระงับกิจกรรมการพัฒนาแหล่งแก๊สเป็นการชั่วคราว มีมูลค่ารวมแล้วมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การลงทุนใหม่ ๆ ในอิสราเอลรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาต่างก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกด้วย
6. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน "มิติทางจิตวิทยา"
มติมหาชนทั่วโลกซึ่งได้หันมาต่อต้านระบอบดังกล่าวเนื่องจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมถึงการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนในปาเลสไตน์ เลบานอน และเยเมน ต่างแสดงความยินดีต่อการโจมตีอย่างหนักหน่วงที่กองทัพอิหร่านกระทำต่อระบอบไซออนิสต์ และร่วมเฉลิมฉลองด้วยความยินดีต่อความพ่ายแพ้ของระบอบอันเป็นที่เกลียดชังนี้
ปฏิบัติการ พายุ อัล อักซอ ได้ทำลายภาพลักษณ์แห่งอำนาจและอิทธิพลของระบอบไซออนิสต์จนหมดสิ้น นับตั้งแต่การสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1948 และภายหลังชัยชนะในการเผชิญหน้าและสงครามหลายต่อหลายครั้งกับชาวอาหรับ รวมถึงการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในเวลาต่อมา ระบอบไซออนิสต์ได้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองว่า เป็นอำนาจที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ทว่าในตอนนี้ภาพลักษณ์ดังกล่าวได้พังทลายลงแล้ว และเป็นการยากที่จะกอบกู้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ได้ดังเดิม
นับตั้งแต่สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) เป็นต้นมา ระบอบไซออนิสต์ไม่เคยเผชิญกับความสูญเสียทางชีวิตของบุคลากรมากถึงอย่างน้อย 1,700 ราย เช่นนี้มาก่อน
7. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน “มิติทางข่าวกรอง”
ความล้มเหลวในการตรวจพบการเกิดขึ้นของปฏิบัติการพายุ อัล อักซอ ขนานใหญ่ และความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ที่ระบอบดังกล่าวได้รับในสงครามกับอิหร่าน ถือเป็นความล้มเหลวครั้งสำคัญด้านข่าวกรอง ไม่เพียงแต่สำหรับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองของระบอบไซออนิสต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสำนักข่าวกรองของสหรัฐฯ (CIA) และหน่วยงานข่าวกรองอื่น ๆ ของชาติตะวันตกอีกด้วย
8. ความล้มเหลวของระบอบไซออนิสต์ใน “มิติทางนโยบายต่างประเทศ”
เป้าหมายหลักสองประการ ได้แก่ 'การเข้าถึงอำนาจและขีดความสามารถที่เหนือกว่าในภูมิภาค' และ 'การสร้างสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน' ในตอนนี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้อีกต่อไป ถือว่าหลุดลอยเกินกว่าจะไขว่คว้าได้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่เสาหลักอย่าง 'การเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจโลก' ก็ยังสั่นคลอนลงจากการที่รัสเซียไม่ได้ให้การสนับสนุน
หนึ่งในความสูญเสียครั้งสำคัญที่สุดจากปฏิบัติการพายุ อัล อักซอ คือความเสียหายต่อข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) โดยการเจรจาเพื่อปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติระหว่างระบอบไซออนิสต์กับกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย ต้องหยุดชะงักลง ในขณะที่การก่ออาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่หลงเหลือสำหรับการลดความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับประเทศโลกอิสลามอีกต่อไป
แม้แต่บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับระบอบไซออนิสต์แล้ว ก็ยังได้ออกมาเตือนถึงการยกระดับความรุนแรงในการโจมตีฉนวนกาซาของระบอบไซออนิสต์
การกระทำอันก้าวร้าวของอิสราเอลต่ออิหร่านและประเทศอาหรับอื่น ๆ ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างระบอบไซโอนิสต์กับรัสเซีย โดยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพไปสู่ความแตกแยกอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ อดีตสหภาพโซเวียตและรัสเซียผู้สืบทอดอำนาจ ต่างเคยเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนและช่วยให้ระบอบไซออนิสต์มีความได้เปรียบในภูมิภาคมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนนโยบายของรัสเซีย ซึ่งมีแรงผลักดันมาจากความไม่พอใจของมอสโกต่อจุดยืนของระบอบไซออนิสต์ในการสนับสนุนยูเครน จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสมการเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันตก
9. ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
ดูเหมือนว่า โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่ระบบอำนาจแบบหลายขั้ว (Multipolar System) แม้ว่าสหรัฐอเมริกจะยังคงรักษาอำนาจไว้ได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจสูงสุดและบทบาทนำอย่างเบ็ดเสร็จเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป
เหตุการณ์และการปฏิบัติการต่าง ๆ เหล่านี้ และการลดทอนศักดิ์ศรีของระบอบไซออนิสต์ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลที่มีแนวคิดสุดโต่งที่สุดในประวัติศาสตร์กำลังบริหารประเทศอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่า หากเนทันยาฮู ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป ประชากรในดินแดนที่ถูกยึดครองจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส
บทความเผยแพร่ครั้งแรกที่ Khamenei.ir
ที่มา : สำนักข่าว mehrnews
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่