เครือข่ายอำนาจเร้นลับนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนสงครามต่าง ๆ ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสร้าง ฟูมฟัก และช่วยเหลือนักแสดงหุ่นเชิดทางการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ "ยอมสยบเป็นทาสรับใช้" กลุ่มอิทธิพลเบื้องหลังที่คอยควบคุมสถานการณ์โลกในยามที่พวกเขาจำเป็น
ตามรายงานในบทความของสำนักข่าว Mashregh News ระบุว่า สงครามไม่เคยเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเป็นผลมาจากการตัดสินใจชั่ววูบของผู้นำทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันตกมาอย่างน้อยเกือบ 3 ทศวรรษ ตั้งแต่การรุกรานอิรักและอัฟกานิสถาน ไปจนถึงการทิ้งระเบิดในฉนวนกาซาและการขู่กรรโชกคุกคามอิหร่าน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการครั้งใหญ่ที่ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้
หัวใจสำคัญของแผนการนี้ มีตระกูลมหาเศรษฐีขุนนางการเงินข้ามชาติ โดยมีตระกูลรอธส์ไชลด์นั่งเป็นผู้นำสูงสุดของเครือข่ายนี้
เครือข่ายอำนาจเร้นลับนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนสงครามต่าง ๆ ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสร้าง ฟูมฟัก และช่วยเหลือนักแสดงหุ่นเชิดทางการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่จงรักภักดีต่อแผนการของพวกเขา
ตระกูลรอธส์ไชลด์ : อาณาจักรแห่งอำนาจเร้นลับ
ตระกูลรอธส์ไชลด์ อยู่ ณ ศูนย์กลางของกลุ่มชนชั้นนำระดับโลกมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 และใช้อำนาจควบคุมอย่างน่าทึ่งเหนือภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ การธนาคาร พลังงาน อาวุธยุทโธปกรณ์ การทำเหมืองแร่ โครงสร้างพื้นฐาน สื่อ และเทคโนโลยีชีวภาพ
ความมั่งคั่งในทรัพย์สินโดยประมาณของพวกเขานั้นเกินกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าความมั่งคั่งที่ปรากฏให้โลกเห็น อย่าง บิล เกตส์, เจฟฟ์ เบโซส และอีลอน มัสก์ ที่สื่อของกลุ่มทุนใหญ่พยายามนำเสนอว่าเป็น "บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก" ไปอย่างสิ้นเชิง
ตระกูลเหล่านี้ใช้การปกปิดอย่างแยบยลในการแสดงความเป็นเจ้าของและควบคุมอำนาจผ่านกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนฉากหน้า อย่างตระกูล มอร์แกน และตระกูล ร็อกกี้เฟลเลอร์ ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้สาธารณชนมองไม่เห็นโฉมหน้าของผู้มีอำนาจที่แท้จริงของพวกเขา
ตระกูลรอทส์ไชลด์ ตัวแทนทางการเงินหลักของเครือข่ายไซออนิสต์สากล
ประเด็นสำคัญอย่างยิ่งก็คือ นับตั้งแต่สงครามนโปเลียนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ตระกูลรอธส์ไชลด์ ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับ "ทั้งสองฝ่าย" ในสงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น พวกเขาได้รับผลกำไรอย่างมหาศาลจากการขายอาวุธให้แก่ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกัน รวมถึงการปล่อยเงินกู้เพื่อนำไปซื้ออาวุธและใช้ในการฟื้นฟูประเทศภายหลังสิ้นสุดสงคราม
ไนออล เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) นักเขียนชีวประวัติอย่างเป็นทางการของตระกูลรอธส์ไชลด์ ได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า "หากลัทธิจักรวรรดินิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มี กลุ่มเครือข่ายอุตสาหกรรมความมั่นคงและการทหาร' (military-industrial complex) เป็นของตัวเองแล้วละก็ ตระกูลรอธส์ไชลด์ก็เป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างไม่ต้องสงสัย”
วิธีการปฏิบัติงาน : การควบคุมธนาคารกลางและกลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์
อำนาจของตระกูลรอธส์ไชลด์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความมั่งคั่งเท่านั้น แต่พวกเขายังควบคุมสถาบันหลัก ๆ ของโลก ได้แก่ ซิตี้ออฟลอนดอน (City of London), ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ดำเนินงานอยู่เหนือการควบคุมของรัฐสภา ไม่มีการตรวจสอบบัญชี และไม่มีการกำกับดูแล โดยมีอำนาจในการพิมพ์เงินและสร้างสินเชื่อได้ตามใจชอบ ส่วนสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) นั้น แม้ภายนอกจะดูเหมือนสมาคมที่ไม่มีพิษมีภัยสำหรับนักวิชาการและนักธุรกิจ แต่ภายในกลับเป็นศูนย์กลางอำนาจที่กำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แต่เพียงฝ่ายเดียว
ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) : หนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการแผ่ขยายอำนาจครอบงำของเครือข่ายขุนนางการเงินยิว
ศาสตราจารย์ แครอล ควิกลีย์ (Carroll Quigley) ได้อธิบายไว้ในหนังสือคลาสสิกของเขาที่ชื่อ "Tragedy and Hope" (1966) ว่า กลุ่มอำนาจทุนทางการเงินมีเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน นั่นคือ การสร้างระบบควบคุมทางการเงินระดับโลกที่อยู่ในมือของเอกชน ซึ่งระบบนี้จะสามารถเข้าครอบงำระบบการเมืองของแต่ละประเทศรวมถึงเศรษฐกิจโลกได้ทั้งหมด โดยจุดสูงสุดของระบบนี้ก็คือ ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนที่มีธนาคารกลางต่าง ๆ ของโลกเป็นเจ้าของ โดยที่ธนาคารกลางเหล่านั้นเองก็มีสถานะเป็นบริษัทเอกชนเช่นกัน อำนาจทางการเงินที่แท้จริงของโลกจึงตกอยู่ในมือของกลุ่มนักธนาคารเพื่อการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังในฐานะธนาคารเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทของตนเอง
ทรัมป์และเนทันยาฮู : ชิ้นส่วนที่ถูกสร้างขึ้น
โดนัลด์ ทรัมป์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของหุ่นเชิดทางการเมืองที่ตัวตนของเขาถูกสร้างขึ้นโดยเครือข่ายอำนาจนี้ และได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากวิกฤตในช่วงเวลาสำคัญ ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1990 ทรัมป์ได้เปิดกาสิโน "ทัชมาฮาล" (Taj Mahal) ในแอตแลนติกซิตี้ โดยจัดหาเงินทุนให้แก่โครงการนี้ ผ่านการออกตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (Junk Bonds) มูลค่า 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 14%
ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทรัมป์ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ตราสารหนี้จำนวนมหาศาลเหล่านั้น ตระกูลรอธส์ไชลด์ จึงได้ยื่นข้อเสนอ "ข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ก่อนฟ้องล้มละลาย" (Pre-packaged Bankruptcy) ให้แก่ทรัมป์ ผ่านตัวแทนของพวกเขาที่ชื่อ วิลเบอร์ รอสส์ (Wilbur Ross) โดยทรัมป์ต้องยอมสละหุ้น 50% ของเขาในกาสิโน แต่จะได้รับเงื่อนไขหนี้ที่ดีขึ้นและยังคงรักษาอำนาจในการบริหารเอาไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ ทรัมป์จึงต้องจ่าย "หนี้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด" ให้แก่ตระกูลรอธส์ไชลด์ และในปัจจุบัน ทรัมป์ก็ได้ใช้อำนาจของตำแหน่งประธานาธิบดีในการขับเคลื่อนเป้าหมายของพวกขุนนางการเงินเหล่านี้
เบนจามิน เนทันยาฮู เองก็เป็นผู้รับใช้ที่จงรักภักดีของกลุ่มชนชั้นนำไซออนิสต์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษเช่นกัน โดยมี มิเรียม อเดลสัน (Miriam Adelson) และเชลดอน (Sheldon) สามีผู้ล่วงลับของเธอ ในฐานะผู้มีอิทธิพลและผู้บงการทำหน้าที่เป็น 'ผู้สร้างกษัตริย์' (Kingmakers) และผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง พวกเขาได้ทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์โดยตรง เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของเนทันยาฮู ความมั่งคั่งอันมหาศาล อิทธิพลต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ รวมถึงการสนับสนุนเนทันยาฮูอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ได้เปลี่ยนให้เขากลายเป็นหุ่นเชิดที่คอยรับใช้แผนการของกลุ่มชนชั้นนำ
เชลดอน และ มิเรียม อเดลสัน เป็นเพียงหนึ่งใน "ช่องทาง" ที่เปิดเผยของตระกูลรอธส์ไชลด์ ในการทุ่มเงินและสร้างอำนาจครอบงำทางการเมืองในสหรัฐฯ
บทบาทในสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลต่อต้านอิหร่าน
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแผนการจากกลุ่มชนชั้นนำ ในช่วงประมาณวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2001 หรือเพียง 10 วัน หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พลเอก เวสลีย์ คลาร์ก (Wesley Clark) ได้เห็นบันทึกข้อความลับในเพนทากอน ซึ่งระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแผนการที่จะโจมตี 7 ประเทศ ภายในเวลา 5 ปี ได้แก่ อิรัก, ซีเรีย, เลบานอน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน และปิดท้ายด้วยอิหร่าน ซึ่งประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทุกประเทศเหล่านั้นล้วนถูกทำลายลงจนหมดสิ้น ยกเว้นเพียงอิหร่านเท่านั้น
ในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2025 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านแบบไม่ทันตั้งตัว และในวันที่ 22 มิถุนายน สหรัฐอเมริกาได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทรัมป์อ้างว่า "พวกเราได้กวาดล้างโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก" จากนั้นจึงมีการประกาศหยุดยิง
บทความวิเคราะห์โดยศาสตราจารย์ มิเชล โชซูโดฟสกี และดราโก บอสนิช ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงละครการเมืองที่ใช้เวลาวางแผนและการจัดระเบียบการโจมตีนานหลายเดือน เพื่อปูทางไปสู่การเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน เนื้อหานี้สะท้อนการสร้างสถานการณ์เชิงจิตวิทยาเพื่อกดดันทางการเมืองมากกว่าการทำสงครามทำลายล้างตามที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับที่พวกเขาทุ่มเทความพยายามและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อทำให้สำเร็จในอิหร่านในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ผลประโยชน์ของการเปลี่ยนระบอบปกครองในอิหร่านต่อตระกูลรอธส์ไชลด์นั้นชัดเจนมาก นั่นคือ การกลับเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเป็นเจ้าของและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งพวกเขาได้สูญเสียไปหลังจากการปฏิวัติอิสลามในปี ค.ศ. 1979 รวมถึงการเข้าควบคุมธนาคารกลางอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรอธส์ไชลด์ เช่นเดียวกับที่สงครามขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา ช่วยเปิดทางให้ตระกูลรอธส์ไชลด์เข้าถึงและสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ ลอยอาทัน (Leviathan) ในทะเล การเปลี่ยนระบอบปกครองในอิหร่านก็มีเป้าหมายในลักษณะเดียวกัน
“การพิชิตอิหร่านและการสลายตัวตนของประเทศเข้าสู่ระบบการเงินแบบทุนนิยม-เสรีนิยมโดยสมบูรณ์ คือ ความปรารถนาอันยาวนานของตระกูลรอธส์ไชลด์ผู้ชั่วร้าย"
ความตระหนักรู้ของมวลชนและการลุกขึ้นต่อต้าน
เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว ที่ผู้คนนับล้านได้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านสงคราม แต่ขบวนการต่อต้านสงครามกลับไร้ประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัดในการสร้างผลกระทบเพื่อยุติสงคราม
ขบวนการนี้ไม่มีทั้งบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับสถาบันแห่งสงคราม และไม่มีกลยุทธ์ที่รอบด้านในการยุติมัน หากปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับโครงสร้างและรูปแบบของสงครามแต่ละครั้ง เราย่อมไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งที่เป็นรากฐานของมันได้ ความพยายามในการยุติสงครามจึงถูกนำไปใช้กับกิจกรรมที่ไร้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ เช่น การเดินขบวนประท้วง หรือการออกแถลงการณ์สาธารณะที่มุ่งเป้าไปยังเหล่าตัวแทนของกลุ่มชนชั้นนำ
ตระกูลหนึ่งสร้างอาณาจักรจากความว่างเปล่าได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ความตระหนักรู้ของมวลชนในโลกตะวันตกต่อธาตุแท้ของตระกูลเหล่านี้กำลังเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ไม่มีรัฐบาลใด ๆ กลุ่มประเทศใด ๆ หรือองค์กรระหว่างประเทศใดๆ ที่จะสามารถบีบบังคับให้ตระกูลรอธส์ไชลด์ และตระกูลชนชั้นนำอื่น ๆ ออกมารับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาได้
ตระกูลเหล่านี้ดำเนินงานอยู่เหนือหลักนิติธรรมและอยู่เหนือข้อจำกัดใด ๆ ทั้งปวง ดังนั้น หากเราต้องการมีโอกาสแม้เพียงเล็กน้อยในการยุติสงคราม มวลชนในโลกตะวันตกและในทุก ๆ พื้นที่บนโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวแทนตระกูลรอธส์ไชลด์ จะต้องตระหนักรู้และตื่นตัว เพื่อร่วมมือกันขับไล่ตัวแทนเหล่านี้ ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น ออกไปจากเวทีการเมืองของประเทศตนเอง โดยผ่านกลไกการเลือกตั้ง การต่อสู้ทางการเมืองและภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
ทรัมป์ และ แผนการสำหรับวันสิ้นโลก (อาร์มาเกดดอน) ของซาตาน
ในวันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมและ "เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม" โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ความล่มสลาย
ในยุคที่ทั่วโลกต่างจับตามองประเด็นร้อนแรงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โลกกำลังเผชิญกับสัญญาณของความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนอาหาร พลังงาน และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง การหยุดชะงักทางธุรกิจ ตลอดจนวิกฤตทางสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรมและการไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของสังคมพลเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันตก
นักวิเคราะห์หลายคน ซึ่งมักถูกตราหน้าว่าเป็น "นักทฤษฎีสมคบคิด" ในสื่อกระแสหลัก (ซึ่งเกี่ยวข้องกับมหาเศรษฐีกลุ่มเดียวกัน) มองว่า วิกฤตเหล่านี้เป็นสิ่งที่จงใจและถูกวางแผนไว้ โดยเชื่อมโยงกับสงครามโลกครั้งที่สาม การลดลงของประชากร การแทนที่มนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ และ "การรีเซ็ตครั้งใหญ่" ของชนชั้นสูง
หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะยานสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาวะฟองสบู่ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่ทรงตัวในระดับสูง วิกฤตการณ์ในตลาดที่อยู่อาศัย ตลอดจนการยกระดับการควบคุมประชาชนผ่านระบบดิจิทัล ล้วนเป็นพลวัตที่เร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงการบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์
สื่อได้ปลูกฝังความคิดเรื่องวันสิ้นโลก "ปลอม" ให้กับผู้คนมานานหลายทศวรรษ ซึ่งในทางกลับกัน กลับเป็นสิ่งที่ต่อต้านศาสนาคริสต์และเน้นย้ำถึงปฏิปักษ์พระคริสต์อย่างมาก ตรงกันข้ามกับโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มอีแวนเจลิคัล (Evangelicalism) ขบวนการหรือกลุ่มความเชื่อภายในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ที่เน้นการประกาศ "ข่าวดี" หรือ "พระกิตติคุณ" (Gospel) เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แผนการนี้ดำเนินไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กลุ่มคริสเตียนไซออนิสต์ (Evangelicals) พยายามโฆษณาชวนเชื่ออย่างสิ้นเชิง โดยมีลักษณะที่ต่อต้านหลักคำสอนทางศาสนาและมุ่งเน้นไปที่การปูทางให้แก่ระบบการปกครองของปฏิปักษ์พระคริสต์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สื่อต่าง ๆ ได้หล่อหลอมและปรับสภาพทางความคิดของมนุษยชาติให้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์วันสิ้นโลกหรือ “วันอาร์มาเกดดอน”
โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเพียงหุ่นเชิดของกลุ่มชนชั้นนำไซออนิสต์และตระกูลรอธส์ไชลด์ ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้ถูกสะท้อนภาพลักษณ์ในวัฒนธรรมร่วมสมัยผ่านประเด็นอื้อฉาวอย่าง "เกาะเอพสทีน" (Epstein Island)
ทรัมป์ปรากฏตัวในลักษณะของ "ดัลจาล" (Antichrist) ที่นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการสร้าง "สันติภาพ" แต่หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาว กลับมีการดำเนินนโยบายที่นำไปสู่การเผชิญหน้าและความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันตก รวมถึงการกดดันทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซีย อิหร่าน และจีน ทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ทรัมป์ได้ส่งระเบิดทำลายล้างสูงน้ำหนักหลายหมื่นตันไปยังดินแดนยึดครอง เพื่อเปิดทางให้หุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งของซาตานอย่างเนทันยาฮู ทำลายล้างสิ่งส่วนที่เหลืออยู่ในฉนวนกาซา รวมถึงตอนใต้ของเลบานอนและเวสต์แบงก์ในเวลาต่อมา พวก "พ่อค้าทองคำ" กลุ่มขุนนางการเงินไซออนิสต์ส่งเขาเข้าสู่ทำเนียบขาวด้วยเป้าหมายหลัก คือการทำ "สงครามเต็มรูปแบบไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใดก็ตาม" จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเวทนาอย่างยิ่ง ที่มีบางคนในประเทศ (อิหร่าน) ยังคงคิดว่า สามารถเจรจาข้อตกลงที่หอมหวานกับทรัมป์ "นักดีล" คนนี้ได้ และมองว่า ฝ่ายอิหร่านต่างหากที่เป็นผู้ทำลาย "สันติภาพ"ต้องตกอยู่ในอันตราย จากการโจมตีด้วยการยิงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งต่างๆ!?
คำกล่าวของ ซาอีด ไลย์ลาซ (Saeed Laylaz) ที่อ้างถึงคำพูดของ อาลี ลารีจานี เกี่ยวกับการที่อิหร่านยอมอ่อนข้อในทุกวิถีทาง (โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม) ต่อหน้าทรัมป์ ก่อนที่จะเกิดสงคราม 12 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่ทรัมป์กลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง รวมถึงข้อคิดเห็นของ ฮัสซัน กัชกาวี (Hassan Qashqavi) เกี่ยวกับข้อเสนอโครงการลงทุนมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของอเมริกา ในอิหร่าน ซึ่งทรัมป์ไม่สนใจไปนั้น ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือเครื่องมือที่ถูกส่งเข้ามายังทำเนียบขาว โดยมีเป้าหมายหลักในการเผด็จศึกอิหร่าน และจัดระเบียบโลกใหม่ให้ยอมสยบต่ออำนาจครอบงำของตระกูลรอธส์ไชลด์โดยสมบูรณ์
สรุป
บทความวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเงินโลกจากสำนักข่าว Mashregh News สรุปมุมมองว่า สงครามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันตก (ตะวันออกกลาง) ตั้งแต่อิรักจนถึงอิหร่าน ล้วนเป็นผลลัพธ์จากการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของกลุ่มตระกูลขุนนางการเงินข้ามชาติขนาดยักษ์ โดยมีตระกูลรอธส์ไชลด์อยู่ ณ จุดสูงสุดของเครือข่ายอำนาจเร้นลับนี้ สร้าง บ่มเพาะ และช่วยเหลือบุคคลอย่างทรัมป์และเนทันยาฮูในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้เป็นผู้ปฏิบัติงานที่ภักดีต่อวาระของพวกเขา วิธีการทำงานของพวกเขารวมถึงการควบคุมธนาคารกลาง กลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธ และการให้เงินสนับสนุนสงคราม
ความตระหนักรู้ของมวลชนในโลกตะวันตกต่อธาตุแท้ของตระกูลเหล่านี้กำลังเพิ่มสูงขึ้น และหนทางเดียวในการยุติวงจรแห่งการทำลายล้างนี้ คือการขจัดหุ่นเชิดของตระกูลเหล่านี้ออกไปจากอำนาจทางการเมือง รวมถึงการท้าทายอำนาจของพวกเขาโดยตรง
อำนาจในการยุติสงครามครั้งนี้และสงครามทั้งหมดอยู่ในมือของเราแล้ว คำถามคือ พวกเราจะเลือกใช้มันหรือไม่?
ที่มา : สำนักข่าว Mashregh News
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่