วันอังคาร (6 ต.ค.) เครมลินได้ออกมาเตือนว่า การตัดสินใจในเบื้องต้นของลิทัวเนีย ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้ (NATO) ที่จะยกเลิกข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในดินแดนของตนนั้น อาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดระลอกใหม่ในภูมิภาค
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รัสเซียมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างไร รวมถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เสนอในเดือนนี้เกี่ยวกับการสร้างฐานทัพทหารอเมริกันในประเทศแถบบอลติก นาย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินได้กล่าวว่า : "หากโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของประเทศที่เป็นแกนนำหลักของนาโต้ (NATO) ซึ่งในความเป็นจริงก็คือสหรัฐฯ กำลังขยับเข้าใกล้พรมแดนของเรามากขึ้น แน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกเหนือจากเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นาย เปสคอฟ กล่าวเสริมว่า กรณีเดียวกันนี้ มีผลเช่นเดียวกันกับการนำอาวุธนิวเคลียร์ไปประจำการในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ความเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องนี้จะไม่ส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่นคงที่คาดการณ์ได้ในทวีปยุโรป แต่ในทางตรงกันข้าม เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่จะบอกว่า สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสัญญาณของการยกระดับความตึงเครียดครั้งสำคัญอีกครั้ง
ลิทัวเนีย ซึ่งเป็นสมาชิกของทั้งสหภาพยุโรป (EU) และนาโต้ (NATO) มีพรมแดนติดกับรัสเซียและเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของมอสโก ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้คงกำลังพลกองพันยานเกราะเกือบ 1,000 นาย ประจำการอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 โดยเป็นการสับเปลี่ยนกำลังพลแบบเหลื่อมเวลากัน (overlapping rotations) ซึ่งหมายความว่า ทหารจะเดินทางมาถึงและย้ายออกทุก ๆ สองสามเดือน
กระบวนการแก้ไขกฎหมายครั้งใหญ่นี้เพื่อยกเลิกข้อห้ามเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเสียงข้างมากสองในสามของรัฐสภา จากการลงมติของรัฐสภาทั้งหมด 2 ครั้ง จึงจะมีผลบังคับใช้ โดยการแก้ไขนี้จัดทำขึ้นเพื่อยกเลิกข้อห้ามที่บังคับใช้มานานกว่าสามทศวรรษ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ลิทัวเนียแยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียต
ที่มา : สำนักข่าว ตัสนีม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่