ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของตุรกี อ้างว่า ตุรกีไม่มีแผนที่จะส่งกำลังทหารไปสู้รบในเยเมนในนามของซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่ทางราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียกำลังแสวงหาความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อรับมือกับการโจมตีตอบโต้จากเยเมน
ทั้งตุรกี ปากีสถาน และซีเรีย ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องทางทหารโดยตรงในเยเมน ซึ่งคำแถลงดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานของสื่อมวลชนจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติการสู้รบอย่างจริงจังในพื้นที่
ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของตุรกี แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ประเทศของเขาไม่มีแผนที่จะส่งกองกำลังทหารไปสู้รบในเยเมนในนามของซาอุดีอาระเบีย โดยยืนยันว่า สิ่งที่เรียกกันว่า 'สนธิสัญญามักกะฮ์' ซึ่งลงนามร่วมกันโดยตุรกี ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนกรกฎาคมนั้น เป็น 'สนธิสัญญาเพื่อการตั้งรับและป้องกัน ไม่ใช่สนธิสัญญาเพื่อการเปิดฉากโจมตีการรุกราน
“ตุรกีจะไม่ส่งทหารไปยังประเทศอื่นเพื่อเปิดฉากโจมตี” ฟิดาน กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกันที่กรุงอังการา ร่วมกับอนิต้า โอร์บาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฮังการีที่อยู่ระหว่างการเดินทางมาเยือนตุรกี
ซาอุดีอาระเบียมีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญอยู่แล้ว พวกเขามีอาวุธยุทโธปกรณ์ กระสุน และองค์ประกอบด้านการป้องกันภัยต่าง ๆ สะสมไว้เป็นจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ฟิดาน ยอมรับว่า รัฐบาลอังการากำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นการยอมผ่อนปรนที่ใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง และเป็นการเปิดช่องให้กับการมีส่วนเกี่ยวข้องในแบบเดียวกันกับที่เขาดูเหมือนจะปฏิเสธไปก่อนหน้านี้
ข้อมูลที่ขัดแย้งกันจากสมรภูมิรบ
ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของตุรกีมีขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวที่หลั่งไหลออกมาอย่างหนาหูว่า รัฐบาลอังการาได้ส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เดลี ซาบาห์ (Daily Sabah) หนังสือพิมพ์ของตุรกีรายงานว่า รัฐบาลอังการาจะจัดระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับต่ำและระดับปานกลางให้แก่ซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วยความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีโดรนและ สงครามเทคโนโลยีสมัยใหม่ (electronic warfare) เช่น การรบกวนสัญญาณเรดาร์และระบบบังคับการของโดรนฝ่ายตรงข้าม
ตามรายงานฉบับเดียวกันระบุว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการเพื่อจัดตั้งฐานทัพสำหรับกองกำลังทหารตุรกีภายในดินแดนของตน
หนังสือพิมพ์ ตูร์กิเย กาเซเตซี (Türkiye Gazetesi) รายงานข้อมูลที่ลึกไปกว่านั้น โดยระบุว่า มีบุคลากรทางการทหารมากกว่า 200 นาย พร้อมด้วยระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนขีปนาวุธป้องกันภัยทางบกและทางอากาศจำนวนมากของตุรกี ถูกส่งไปยังซาอุดีอาระเบียแล้ว นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสนธิสัญญามะกกะฮ์
หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวอ้างว่า ระบบป้องกันภัยของตุรกีกำลังถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการต่อต้านกองกำลังเยเมน และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสู้รบให้กับกลุ่มทหารรับจ้างที่ซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนในเยเมน
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟิดาน และยาซาร์ กูแลร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของตุรกี ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะเจ้าหน้าที่ของปากีสถาน ณ กรุงริยาด ในการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะกรรมการนโยบายเชิงยุทธศาสตร์และกลาโหมภายใต้กลุ่มพันธมิตรมักกะฮ์ (Mecca alliance)ซึ่งเป็นการประชุมที่แถลงการณ์ร่วมระบุว่า มีมติที่จะ 'ดำเนินการในทางปฏิบัติทันที เพื่อบรรลุข้อผูกพันในการร่วมกันป้องกันภัย
ปากีสถาน : คำปฏิเสธท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน
บทบาทของปากีสถานได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สร้างข้อถกเถียงไม่แพ้กัน โดยรายงานของสื่อระบุว่า เครื่องบินขับไล่ของปากีสถานได้เปิดฉากโจมตีกองกำลังติดอาวุธของเยเมน ภายหลังการเริ่มมีผลบังคับใช้ของสนธิสัญญาเมกกะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของปากีสถานรายหนึ่งที่ระบุว่า 'เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศปากีสถานถูกนำมาใช้ในการโจมตี' ต่อกองกำลังติดอาวุธของเยเมน นอกจากนี้ อะห์มัด ชาริฟ เชาดรี โฆษกกองทัพปากีสถาน ยังยืนยันด้วยว่า กองกำลังของประเทศเขาอยู่ในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียจริง
โฆษกกองทัพปากีสถานกล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า กองกำลังของปากีสถานประจำการอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว นั่นคือข้อมูลที่ผมสามารถแบ่งปันกับคุณได้"
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า มีกองกำลังทหารปากีสถานอย่างน้อย 8,000 นาย พร้อมด้วยเครื่องบินขับไล่ ถูกส่งไปประจำการยังซาอุดีอาระเบียในปีนี้ ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันภัยร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงข้อมูลข่าวสารและการแพร่ภาพกระจายเสียงของปากีสถาน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีทางอากาศดังกล่าวโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่า เป็นข่าวที่ 'เท็จและกุขึ้นเอง' พร้อมทั้งเรียกร้องให้สื่อต่างชาติหลีกเลี่ยง 'รายงานข่าวที่คาดเดาไปเอง' เกี่ยวกับการส่งกำลังพลภายใต้สนธิสัญญามักกะฮ์
มีรายงานด้วยว่า ซาอุดีอาระเบียได้ร้องขอไปยัง อะบู มูฮัมมัด อัล-โจลานี ผู้นำระบอบการปกครองในกรุงดามัสกัสที่นำโดยกลุ่มฮัยอัต ตะห์รีร อัล-ชาม (HTS) เพื่อให้ส่งนักรบกลุ่มสุดโต่งจากกองทัพซีเรียไปยังเยเมน
สำนักข่าว Axios รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 นาย ว่า ซาอุดีอาระเบียและซีเรียได้หารือเกี่ยวกับการส่งกองกำลังติดอาวุธสูงสุด 20,000 นาย ไปยังเยเมน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในการต่อต้านกองกำลังของเยเมน
ตามรายงานระบุว่า แผนการดังกล่าวได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) โดยมีรายงานว่า อัล-โจลานี กำลังพิจารณาคำขอนี้อย่างจริงจัง
มีรายงานว่า หน่วยทหารของซีเรียที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณานั้น รวมถึงกองพลที่ 90 และกองพลที่ 84 ของกองทัพซีเรีย ซึ่งกองพลหลังนี้ มีรายงานว่า ประกอบไปด้วยนักรบต่างชาติกลุ่มสุดโต่งที่เคยต่อสู้ภายใต้สังกัดของกลุ่ม HTS
สำนักข่าว Axios ระบุว่า 'การส่งกองทัพซีเรียเข้าไปอาจเป็นการเติมมิติทางศาสนาให้แก่สงครามเยเมน และยิ่งทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น' เนื่องจากกองทัพซีเรียประกอบไปด้วยกลุ่มนักรบสุดโต้ง ตักฟีรี (Takfiri) ที่มองว่า ชาวมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ซึ่งรวมถึงประชากรในเยเมน เป็นผู้ที่อยู่นอกหลักคำสอนของศาสนา
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า มี 'ความเป็นไปได้สูงมาก' ที่โจลานี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ (al-Qaeda) และกลุ่มไอซิส (Daesh/ISIS) และเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในกรุงดามัสกัสเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2024 หลังจากผ่านการทำสงครามติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติมานาน 14 ปี จะตอบรับคำขอของซาอุดีอาระเบีย
อะห์หมัด มูวัฟฟัก ไซดาน ที่ปรึกษาด้านสื่อของโจลานี ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของสำนักข่าว Axios โดยระบุว่า เป็นเรื่องโกหกที่ไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อกระแสข่าวที่ระบุว่า ซีเรียกำลังพิจารณาส่งกองกำลังไปยังเยเมน
อัล-โจลานี ได้เข้าพบเจ้าชายมูฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ณ กรุงริยาด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยสำนักข่าว SANA ของซีเรียระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูบูรณะประเทศซีเรีย
รัฐบาลดามัสกัสเน้นย้ำถึงการสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย แต่ระบุว่า ไม่มีแผนที่จะเปิดแนวรบใหม่แต่อย่างใด
กระทรวงข้อมูลข่าวสารของซีเรียปฏิเสธ 'ข้อกล่าวหาที่ว่า ซีเรียกำลังเข้าร่วมทำสงครามในเยเมน' พร้อมกล่าวเสริมว่า 'จุดยืนของซีเรียนั้นชัดเจน เรายืนหยัดเคียงข้างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างมั่นคงในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของซาอุดีอาระเบีย
สถานีโทรทัศน์ Al-Ikhbariya ของทางการซีเรียรายงานถ้อยแถลงดังกล่าวโดยระบุเพิ่มเติมว่า ในขณะเดียวกัน นโยบายในภูมิภาคของซีเรียตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมือ ไม่ใช่การเปิดแนวรบใหม่"
แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำว่า 'ความร่วมมือทางทหารใด ๆ กับประเทศหุ้นส่วน จะเกิดขึ้นผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการและกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
พัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กองทัพเยเมนและกลุ่มนักรบอันซอรุลลอฮ์ ได้รุกคืบอย่างรวดเร็วไปตามชายฝั่งตะวันตกของเยเมน และเข้ายึดครองช่องแคบ บาบ อัล-มันเดบ (Bab al-Mandab) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญในระดับโลก
กองทัพเยเมนยังคงเสริมสร้างความมั่นคงในที่ตั้งทางทหารของตนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดกั้นทุกความพยายามของกลุ่มทหารรับจ้างที่ซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุน ในการที่จะเข้ามาทดแทนความสูญเสียของพวกเขา
เป็นเวลาร่วมทศวรรษแล้วที่ซาอุดีอาระเบียได้บังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ระบุซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลก
การปิดล้อมดังกล่าวได้มุ่งเป้าทำลายความสามารถของเยเมนในการนำเข้าอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรคอย่างจงใจ ในขณะเดียวกันก็พยายามลอบปล้นสะดมทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศไปพร้อม ๆ กัน
การใช้ขีดความสามารถทางเรือแบบอสมมาตรที่ล้ำสมัย ซึ่งรวมถึงโดรนและขีปนาวุธ ส่งผลให้เยเมนสามารถเปลี่ยนผ่านจากจุดยืนที่เป็นเพียงการตั้งรับเพียงอย่างเดียว ไปสู่การดำเนินปฏิบัติการกดดันในเชิงรุกอย่างจริงจัง
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการทหารโดยตรงต่อระบอบการปกครองของซาอุดีอาระเบีย จนกว่ามาตรการปิดล้อมจะถูกยกเลิกอย่างถาวร สงครามจะยุติลง และอธิปไตยทั้งหมดของเยเมนจะได้รับการฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่