จอห์น ฟิลบี ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตามที่รู้จักกันในปัจจุบัน
จอห์น ฟิลบี ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตามที่รู้จักกันในปัจจุบัน

แม้ว่าลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย จะมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก จากวีรกรรม "ในตำนาน" และความสำเร็จที่หาที่เปรียบไม่ได้ในการปลุกระดมชาวมุสลิมอาหรับ ให้ต่อสู้กับชาวมุสลิมออตโตมันในนามของชาตินิยมและความเป็นอาหรับ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มากมาย ถึงขั้นได้เข้าร่วมกองทัพของนายพล อัลเลนบี แห่งอังกฤษ ในช่วงการยึดครองเยรูซาเล็ม แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่อังกฤษเลือกที่จะไม่เอ่ยชื่อมากนัก ซึ่งมีเล่ห์เหลี่ยมและอิทธิพลเหนือกว่าลอว์เรนซ์... เขาคนนั้นคือใคร?

    เขาคือ จอห์น ฟิลบี สายลับชาวอังกฤษ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ "ฮาจญ์ อับดุลลอฮ์ ฟิลบี" ชายผู้นี้สามารถก่อตั้งรัฐขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลอย่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียขึ้นในใจกลางแหล่งกำเนิดของศาสนาอิสลาม ในขณะที่ลอว์เรนซ์ แห่งอาระเบีย ล้มเหลวในการก่อตั้งรัฐที่เขาสัญญาไว้กับชารีฟ ฮุสเซน ซึ่งสุดท้ายก็ถูกขับไล่ออกจากสังคม แม้กระทั่งจากลูก ๆ ของเขาเอง และถูกเนรเทศไปยังไซปรัส

    อับดุลลอฮ์ ฟิลบี ผู้ซึ่งอ้างว่า ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ถึงขั้นนำละหมาดที่มัสยิดใหญ่และแต่งงานกับหญิงมุสลิม! ได้ทิ้งไว้ซึ่งอาณาจักรที่ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรอาหรับและมีบ่อน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอาหรับ ซึ่งเขาได้มอบให้แก่บริษัทน้ำมันอาณานิคมตะวันตกทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก อับดุลอาซิซ อาลิ ซะอูด หากไม่ใช่เพราะอังกฤษและเพอร์ซี ค็อกซ์ อับดุลอาซิซ คงต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในคูเวต!

    เรื่องราวของเรา เริ่มต้นในปี ค.ศ.1918 เมื่อเพอร์ซี ค็อกซ์ ตัวแทนของสำนักงานอินเดีย ซึ่งกำกับดูแลนโยบายของอังกฤษในคาบสมุทรอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย ได้ส่ง จอห์น ฟิลบี สายลับของเขาไปยังริยาด เพื่อพบกับ อับดุลอาซิซ อาลิ ซะอูด และประสานงานการสนับสนุนของอังกฤษเพื่อต่อต้านคู่แข่งของเขา เช่นเดียวกับที่ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย ได้ทุ่มเงินและอาวุธให้กับชนเผ่าแห่งฮิญาซ เพื่อโค่นล้มจักรวรรดิออตโตมัน ฟิลบี ก็กำลังทำเช่นเดียวกันกับตระกูลอาลิ ซะอูด เพื่อต่อต้านตระกูลอาลิ รอชีด

    เขาให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางทหารแก่ตระกูลอาลิ ซะอูด (เงินรายเดือน 5,000 ปอนด์ทองคำ ปืนไรเฟิล 5,000 กระบอก และกระสุน 1,000 กล่อง) เขาต่อสู้เคียงข้างพวกเขาในการต่อต้านตระกูลอาลิ รอชีด ซึ่งภักดีต่อจักรวรรดิออตโตมัน ฟิลบี ใช้เงินเพื่อเปลี่ยนแปลงความภักดีของชนเผ่าต่าง ๆ โดยเอาชนะใจชนเผ่าชัมมาร์ และผู้นำอย่างเช่น ฎอรี บิน ตุวาละฮ์ ผ่านการให้เงินรายเดือน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากกลอุบายแบบดั้งเดิมของอังกฤษ นั่นคือ การซื้อความภักดีและอิทธิพลเพื่อทำให้ศัตรูอ่อนแอลง

    ในเวลานั้น นโยบายของจักรวรรดิอังกฤษในภูมิภาคนี้ แบ่งออกเป็นสองหน่วยงานที่แข่งขันกัน :

    สำนักงานกิจการอังกฤษประจำอียิปต์ (ลอร์ดโครเมอร์ → ฮอการ์ธ → ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย...) สนับสนุน "รัฐคอลีฟะฮ์ (กาหลิบ) อาหรับในนาม" ภายใต้การนำของชารีฟ ฮุสเซน เพื่อควบคุมชาวอาหรับ หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน

    สำนักงานกิจการอังกฤษประจำอินเดีย (เคอร์ซอน → ค็อกซ์ → จอห์น ฟิลบี...) พวกเขากลัว "รัฐคอลีฟะฮ์" เพราะชาวมุสลิมในอินเดีย ได้ก่อการจลาจลเรียกร้องรัฐคอลีฟะฮ์ พวกเขาเห็นว่าทางออกคือ การสนับสนุนอิบนุ ซะอูด ชายจากเผ่านัจด์ โดยไม่มีโครงการรัฐคอลีฟะฮ์ใด ๆ แต่เป็นเพียง "รัฐเอมิเรตที่ทำหน้าที่" อย่างเชื่อฟัง โดยที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อโครงการปล้นสะดมอินเดียของพวกเขา

    เมื่อจักรวรรดิออตโตมันล่มสลาย ความขัดแย้งระหว่างสองโครงการก็ทวีความรุนแรงขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างรับใช้ "มาตุภูมิอังกฤษ" ในบันทึกความทรงจำของเขา ฟิลบี ที่ปรึกษาของอับดุลอาซิซ อาลิ ซะอูด เปิดเผยสาระสำคัญของความขัดแย้งระหว่างเขา กับ ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย กลุ่มหลังนี้ พร้อมด้วยนักการเมืองอังกฤษในกรุงไคโร เชื่อว่าการที่อังกฤษยังคงสนับสนุนชารีฟ ฮุสเซน และครอบครัวของเขาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากเขาได้บรรลุภารกิจในการปฏิวัติอาหรับครั้งใหญ่ด้วยการขับไล่พวกออตโตมันออกจากฮิญาซและเลแวนต์ และสร้าง "รัฐคอลิฟะฮ์อาหรับ" ที่เป็นเพียงนามและอยู่ภายใต้อิทธิพลทางจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถขยายอิทธิพลของอังกฤษไปครอบคลุมโลกอิสลามทั้งหมดได้

    แต่ฟิลบีและสำนักงานอินเดียที่อยู่เบื้องหลังเขา กลับมีความเห็นที่แตกต่างออกไป พวกเขามองว่า การปกครองอย่างต่อเนื่องของชารีฟ ฮุสเซน เป็นภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ ตระกูลฮาชิไมต์ ด้วยความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของเชื้อสายและการพูดถึง "ความเป็นเอกภาพของชาวอาหรับ" อาจแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังที่คุกคามอิทธิพลของอังกฤษได้ในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันจะดูเหมือนเป็นพันธมิตรที่เชื่อฟังก็ตาม ดังนั้น ฟิลบีจึงเรียกร้องให้ลอนดอนขับไล่ชารีฟ ฮุสเซน และครอบครัวออกจากฮิญาซ และมอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ให้แก่ตระกูลอาลิ ซะอูด ซึ่งไม่มีโครงการ "รัฐคอลีฟะฮ์" หรือ "ความเป็นเอกภาพของชาวอาหรับ" แต่เป็นเพียงการปกครองแบบชนเผ่าท้องถิ่นที่มีความจงรักภักดีอย่างแน่นอน

    ข้อสรุปของฟิลบี คือ ภัยคุกคามจากรัฐคอลีฟะฮ์ออตโตมัน ซึ่งต่อสู้กับอังกฤษในนามของศาสนาอิสลามและญิฮาด ได้ถูกกำจัดไปแล้วด้วยความชอบธรรมของชารีฟ ฮุสเซน และราชวงศ์ ฮาชีไมต์ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะรักษาตำแหน่งรัฐคอลีฟะฮ์ไว้อีกต่อไป เพราะอาจมีใครบางคนใช้ "ความศักดิ์สิทธิ์" นี้ มาทำร้ายพวกเขาในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นเอกภาพของชาวอาหรับ แม้จะอยู่ภายใต้การสนับสนุนของอังกฤษ ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิวัติประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออังกฤษและโครงการสถาปนารัฐไซออนิสต์ของอังกฤษได้

    ผลที่ตามมาคือ แนวทางของสำนักงานกิจการอินเดียได้รับชัยชนะ ทำให้ลอนดอนเชื่อตาม ส่งผลให้ชารีฟ ฮุสเซน ล่มสลาย และราชวงศ์ฮาชีไมต์ สูญเสียแคว้นฮิญาซไป หลังจากที่อังกฤษทอดทิ้งพวกเขา ในขณะเดียวกัน ราชวงศ์อาลิ ซะอูด ก็ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสนับสนุนโดยตรงจากอังกฤษ กลายเป็นรัฐหุ่นเชิดที่ไม่มีวาระอื่นใด นอกจากปกป้องราชบัลลังก์และผลประโยชน์ของชาติตะวันตก

    เมื่อเวลาผ่านไป ฟิลบี ได้สถาปนาราชอาณาจักรใหม่สำหรับราชวงศ์ซะอูด ภายในพรมแดนปัจจุบัน และมอบความมั่งคั่งจากน้ำมันที่เพิ่งค้นพบให้กับบริษัทอาณานิคมของอังกฤษ นับตั้งแต่นั้นมา รัฐซาอุดีอาระเบียได้กลายเป็นแบบอย่างของ "รัฐชาติเชิงหน้าที่" : หน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่ไม่ครอบครองโครงการอารยธรรมอิสระ แต่ทำหน้าที่ปกป้องราชบัลลังก์และผลประโยชน์ของชาติตะวันตก

    ควรสังเกตว่า ลูก ๆ ของ อับดุลอาซิซ อาลิ ซะอูด ได้เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่กำลังเติบโตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการพบปะระหว่าง อับดุลอาซิซ กับ รูสเวลต์ บนเรือยูเอสเอส ควินซี ในปี ค.ศ.1945 ซึ่งจอห์น ฟิลบี ถูกลดบทบาท และในที่สุดเขาก็ถูกขับออกจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจาก "ชายชาวอังกฤษสูงวัย" คนนี้ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของอเมริกา ซึ่งสืบทอดบทบาทของอังกฤษในการให้การสนับสนุนระบอบการปกครองที่เป็นพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย

    ฟิลบี ถูกเนรเทศไปยังเลบานอนในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1955 ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1960 เขาเสียชีวิตอยู่บนเตียงขณะที่มีลูกชายอยู่เคียงข้าง เขาพูดว่า "โอ้ พระเจ้า ฉันหงุดหงิดเหลือเกิน" แล้วเขาก็เสียชีวิตและถูกฝังที่เบรุต


แหล่งที่มา :

1) John Philby, Arabian Days: An Autobiography of Sir John Philby, London, 1948.

2) William Feasley, The Kingdom of Saudi Arabia, New York, 1964.

3) Khair Al-Din Al-Zarkali, The Arabian Peninsula in the Era of King Abdul Aziz, Dar Al-Ilm Lil-Malayin, Beirut, 1977.


แปลและเรียบเรียง : เชคมูฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 115 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31121274
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
651
10867
21693
31029110
133331
362837
31121274

อ 15 ก.ย. 2026 :: 02:36:39