ขบวนการต่อต้านของกลุ่มฮามาส ได้เรียกร้องให้ประเทศอาหรับและโลกมุสลิมร่วมกันระดมพลเพื่อปกป้องศาสนสถานของอิสลาม หลังจากที่ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีอิสราเอล พร้อมด้วยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลหลายร้อยคน ได้บุกรุกเข้าไปในมัสยิด อิบราฮิม (Ibrahimi Mosque) ในเมืองอัล-คาลิล (เฮบรอน) โดยทางกลุ่มฮามาสได้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่ และเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนศาสนสถานแห่งนี้ให้กลายเป็นของชาวยิว (Judaization)
อับดุล เราะห์มาน ชาดิด ผู้นำกลุ่มฮามาส กล่าวว่า การบุกรุกเข้าไปของเบน-กวีร์ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานและแรบไบ (นักบวชยิว) จำนวนหนึ่ง ถือเป็นการ "ละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง" ต่อความศักดิ์สิทธิ์ของมัสยิด และเป็นการย่ำยีจิตใจของชาวมุสลิมหลายล้านคน
ชาดิด ได้เรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ทั่วทั้งเขตเวสต์แบงก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่อาศัยในเขตจังหวัดอัล-คาลิล (เฮบรอน) ร่วมกันระดมพลเพื่อปกป้องมัสยิดและปักหลักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ เขายังกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ และประชาชนในโลกอาหรับและมุสลิม ออกมารวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องศาสนสถานต่าง ๆ ของศาสนาอิสลาม
มัสยิดอิบราฮิม จะยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิม รวมถึงสถานะทางประวัติศาสตร์และทางอิสลามอันหยั่งรากลึกเอาไว้ต่อไป" ชาดิดกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความพยายามใดๆ ที่จะลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์หรือเปลี่ยนมัสยิดแห่งนี้ให้กลายเป็นของชาวยิว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของมัสยิดนี้ได้
เขากล่าวว่า มาตรการต่าง ๆ ของอิสราเอลในเมืองอัล-คาลิล (เฮบรอน) ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนบางส่วนของเมืองให้กลายเป็นเขตทหารและการจำกัดสิทธิ์ของผู้อยู่อาศัย ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในภาพรวมที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันต่อชาวปาเลสไตน์ทั่วทั้งเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง
ผู้นำกลุ่มฮามาส เตือนว่า การบุกรุกและการละเมิดอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล จะยิ่งเป็นเชื้อเพลิงโหมกระพือความโกรธแค้นของประชาชน และจะทำให้ชาวปาเลสไตน์มีความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการปกป้องสิทธิ์และศาสนสถานของตนเอง
เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) เบน-กวีร์ ได้นำกำลังบุกรุกเข้าไปในมัสยิดอิบราฮิม (Ibrahimi Mosque) ในเมืองอัล-คาลิล (เฮบรอน) พร้อมด้วยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลจำนวนหลายร้อยคน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาได้บุกรุกเข้าไปในอาณาบริเวณมัสยิดอัล-อักซอ (al-Aqsa Mosque) ในเขตเยรูซาเล็มตะวันออก (East al-Quds) ที่ถูกยึดครอง ในช่วงวันหยุดเทศกาลซุกคอต (Sukkot) ของชาวยิว
ช่อง 14 ของอิสราเอลได้ออกอากาศภาพของเบน-กวิร์ ภายในมัสยิดอิบราฮิม ระหว่างการเยี่ยมชม เขาบอกว่า การมาถึงสถานที่แห่งนี้ทำให้เขารู้สึก "มีพลังและมีความสุข"
ทางการอิสราเอลได้ประกาศเมื่อวันก่อนว่า มัสยิดอิบราฮิม จะปิดไม่ให้ชาวมุสลิมเข้าสักการะในช่วงเทศกาลซุกกอต
หน่วยงานที่กำกับดูแลกิจการศาสนาอิสลามและทรัพย์สินสินวะกัฟ ของปาเลสไตน์ (Ministry of Awqaf and Religious Affairs) ได้ประณามการสั่งปิดมัสยิดดังกล่าว โดยระบุว่า มาตรการนี้เป็นการกีดกันไม่ให้ศาสนิกชนชาวมุสลิมเข้าไปละหมาดและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาภายในมัสยิด ทั้งยังสั่งห้ามการเปิดเสียงอะซาน (การประกาศเชิญชวนละหมาด) อีกด้วย
หน่วยงาน ฯ ดังกล่าวอธิบายว่า มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ และเตือนไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมเพื่อแบ่งแยกพื้นที่และเวลาที่มัสยิดแห่งนี้
มัสยิดอิบราฮิม ตั้งอยู่ในเมืองเก่าอัล-คาลิล (เฮบรอน) ซึ่งทางการอิสราเอลควบคุมทางทหารอยู่
ในปี ค.ศ. 1994 หลังจากการสังหารหมู่โดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไป 29 คน อิสราเอลได้แบ่งมัสยิดออกเป็น 63 เปอร์เซ็นต์สำหรับชาวอิสราเอล และ 37 เปอร์เซ็นต์สำหรับชาวมุสลิม
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เทศบาลเมืองอัล-คาลิล (เฮบรอน) หน่วยงานศาสนสถานและกิจการศาสนาของปาเลสไตน์ และคณะกรรมการฟื้นฟูอัล-คาลิล ได้ร่วมกันบริหารจัดการด้านเทคนิคและบริการของมัสยิดภายใต้ข้อตกลงปี ค.ศ.1997
ในเดือนมกราคม อิสราเอลได้โอนอำนาจการออกใบอนุญาตก่อสร้างในอัล-คาลิล (เฮบรอน) จากเทศบาลปาเลสไตน์ไปยังหน่วยงานบริหารพลเรือนของอิสราเอล ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในแผนการของระบอบไซออนิสต์ที่จะทำให้เมืองนี้เป็นของชาวยิว
เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ได้ประณามการตัดสินใจในหลายเดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับการถอดถอนอำนาจการวางแผนและการก่อสร้างของเทศบาลอัล-คาลิล (เฮบรอน) เหนือมัสยิดอิบราฮิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พวกเขาเตือนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างร้ายแรงที่คุกคามสถานะทางกฎหมาย ประวัติศาสตร์ และศาสนาของหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปาเลสไตน์
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่