เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มอันซอรุลลอฮ์กล่าวว่า สันติภาพที่ยั่งยืนในเยเมนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อซาอุดีอาระเบียยอมรับความล้มเหลวของปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบและยอมรับว่า ไม่สามารถสยบชนชาติเยเมนได้
ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มูฮัมมัด อัล-ฟาราห์ สมาชิกอาวุโสของฝ่ายการเมืองกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ เน้นย้ำว่า สันติภาพต้องไม่แลกมาด้วยการสละสิทธิ์ของประชาชน หรือการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เปิดทางให้เกิดการบุกโจมตีระลอกใหม่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
อัล-ฟาราห์ ระบุว่า ชาวเยเมนได้เรียกร้องให้ยุติการบุกโจมตีและการปิดล้อมอันโหดร้ายป่าเถื่อนโดยซาอุดีอาระเบียที่ยังคงดำเนินอยู่มาอย่างยาวนาน ทว่าเสียงเรียกร้องของพวกเขากลับไม่ได้รับคำตอบและไม่ได้รับการเหลียวแลแต่อย่างใด
เขากล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียต้องแบกรับผิดชอบต่อสถานการณ์อันสิ้นหวังที่ตนได้ก่อขึ้นในเยเมน และต้องยอมรับความจริงที่ว่า ตนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใด ๆ ได้ด้วยการใช้กำลังบังคับ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มอันซอรุลลอฮ์เน้นย้ำว่า การเรียกร้องสันติภาพของเยเมนสะท้อนถึงความปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะเห็นความสงบและเสถียรภาพ ซึ่งไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากความอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย
อัล-ฟาราห์ ระบุว่า ความคิดริเริ่มใด ๆ ก็ตาม ที่ไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุและผลกระทบจากการรุกรานของซาอุดีอาระเบีย อาจประสบความล้มเหลวได้ หากระบอบการปกครองแห่งกรุงริยาดห์ใช้การหยุดยิงชั่วคราวเป็นโอกาสในการปรับปรุงกำลังพล ติดอาวุธใหม่ และเปิดฉากการโจมตีทางทหารระลอกใหม่
เขากล่าวเสริมว่า การรุกรานเยเมนอย่างต่อเนื่องจะยุติลง ก็ต่อเมื่อระบอบการปกครองแห่งกรุงริยาดห์ยอมรับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของปฏิบัติการทางทหารของตน แม้จะเป็นการยอมรับที่ล่าช้าเกินไปก็ตาม รวมถึงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ชนชาติเยเมนไม่อาจถูกสยบหรือถูกพรากสิทธิ์อันมิอาจแบ่งแยกได้ ในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของตนเอง
อัล-ฟาราห์ เน้นย้ำว่า หลักประกันที่น่าเชื่อถือ การเคารพในอธิปไตย และการยอมรับสิทธิ์ของประชาชน จะต้องเป็นรากฐานของความคิดริเริ่มเพื่อสันติภาพต่าง ๆ
อัล-ฟาราห์ เตือนว่า ข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และการเพิกเฉยต่อความดุลอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถมอบการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพจากการรุกรานระลอกใหม่ได้
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังได้กล่าวเตือนอีกว่า ความมั่งคั่ง อิทธิพล และแสนยานุภาพทางการทหาร สามารถเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความหยิ่งยโสและการรุกรานได้ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า วิกฤตการณ์ในเยเมนเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเคารพอธิปไตยของรัฐ และสิทธิ์ของชนชาตินั้น ๆ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังเตือนว่าความมั่งคั่ง อิทธิพล และแสนยานุภาพทางทหารอาจเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความหยิ่งผยองและการรุกราน โดยเน้นย้ำว่าวิกฤตการณ์ในเยเมนตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเคารพอธิปไตยของรัฐและสิทธิของประชาชนในชาติต่างๆ
รัฐบาลซานา (กลุ่มฮูซ๊) ได้ประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้ต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า 'การปิดล้อมที่อยุติธรรมและกดขี่ทารุณ' ต่อเยเมน ซึ่งยืดเยื้อมานานเกือบ 12 ปี
กองทัพเยเมนได้ประกาศความสำเร็จในปฏิบัติการหลายครั้ง ซึ่งมีเป้าหมายไปยังเรือที่มีความเชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรได้เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่อเยเมน และเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอย่างกว้างขวาง โดยได้รับการสนับสนุนด้านการทหาร การเมือง และการขนส่ง (โลจิสติกส์) จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศตะวันตกอีกหลายประเทศ
สงครามครั้งนี้ส่งผลให้ชาวเยเมนเสียชีวิตไปแล้วหลายหมื่นคน อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียกลับล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ นั่นคือการจัดตั้งระบอบการปกครองชุดเดิมที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองให้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่