ปฏิบัติการของชาวยิวในการต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) (ตอนที่ 4)
ปฏิบัติการของชาวยิวในการต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) (ตอนที่ 4)

หลังจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการสกัดกั้นการเผยแพร่ศาสนาอิสลามและการแผ่ขยายของดินแดนอิสลาม ชาวยิวจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงสนามรบ พันธมิตรสามฝ่ายคือมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) มุนาฟิกีน (พวกหน้าซื่อใจคต) และชาวยิว ได้ใช้กำลังทั้งหมดของตนเพื่อทำลายท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และศาสนาอิสลาม

การเปลี่ยนแปลงสนามรบ

1) สงครามตะบูก :

    หลังจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการสกัดกั้นการเผยแพร่ศาสนาอิสลามและการแผ่ขยายของดินแดนอิสลาม ชาวยิวจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงสนามรบ พันธมิตรสามฝ่ายคือมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) มุนาฟิกีน (พวกหน้าซื่อใจคต) และชาวยิว ได้ใช้กำลังทั้งหมดของตนเพื่อทำลายท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และศาสนาอิสลาม ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในทุกขณะ ชาวยิวกำลังพยายามวางแผนที่จะดึงท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และกองทัพของท่านออกจากมะดีนะฮ์ และพวกมุนาฟิกีนในมะดีนะฮ์จะก่อรัฐประหารในขณะที่ศาสดาไม่อยู่และแต่งตั้งผู้ปกครอง และพวกมุชริกีนก็จะโจมตีมะดีนะฮ์ เมืองหลวงของรัฐอิสลาม

    การเฝ้าระวังของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ของอิสลามและความเชื่อมโยงของท่านกับแหล่งที่มาของวะห์ยู (วิวรณ์แห่งพระเจ้า) ทำให้แผนของสามพันธมิตรที่ชั่วร้ายนี้ต้องล้มเหลวลงดังนี้ :

    ก. พวกมุชริกีนได้ออกจากพันธมิตรสามฝ่าย : ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้สวมชุดเอี๊ยะห์รอมเพื่อที่จะทำอุมเราะฮ์ ข่าวได้ล่วงรู้ถึงบรรดาพวกมุชริกีนว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) กำลังจะมา และพวกเขารู้สึกว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีเจตนาที่จะโจมตีนครมักกะฮ์ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งคณะผู้แทนไปเจรจา ท่านศาสดากล่าวว่า : เราตั้งใจที่จะประกอบพิธีอุมเราะฮ์ พวกเขากล่าวว่า : เราจะไม่ปล่อยให้พวกท่านเข้าไป ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : เราจะเข้าไปด้วยการใช้กำลัง พวกเขากล่าวว่า : เราจะต่อสู้  บรรดาสหายทั้งหมดของท่าศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ เราจะยืนหยัดตราบจนลมหายใจสุดท้าย แต่พวกมุชริกีนยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติการ (สงคราม) พวกเขาได้ส่งคณะผู้แทนออกมาอีกครั้งและกล่าวว่า : ตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำสงคราม หากพวกท่านเข้าสู่มักกะฮ์ตอนนี้ ศักดิ์ศรีของพวกเราจะถูกทำลาย ปีนี้ขอให้พวกท่านกลับไปก่อนและจงมาใหม่ในปีหน้า

    ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ และโดยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ (สนธิสัญญาฮุดัยบียะฮ์) หนึ่งในศัตรูที่ร้ายกาจของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) (หมายถึงฝ่ายมุชริกีน) จะออกจากพันธมิตรสามฝ่ายนี้ ตามสนธิสัญญานี้ ชาวกุเรชและชาวมุสลิมตกลงที่จะละทิ้งสงครามและการรุกรานซึ่งกันและกันเป็นระยะเวลาสิบปีเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมและสันติภาพโดยรวมให้เกิดขึ้นในดินแดนอาหรับ ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในมักกะฮ์สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างอิสระ และชาวกุเรชไม่มีสิทธิ์โจมตี คุกคาม และเยาะเย้ยถากถางพวกเขา (1)

    ในเหตุการณ์สนธิสัญญาฮุดัยบียะฮ์ ซอฮาบะฮ์คนหนึ่งได้ต่อต้านสนธิสัญญาสันติภาพนี้อย่างรุนแรง เขาโกรธและประท้วงคัดค้านและกล่าวกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ว่า : ท่านเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์จริงๆหรือ? ท่านกล่าวว่า : ใช่! เขากล่าวว่า : พวกเราเป็นมุสลิมและพวกเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธามิใช่หรือ? ท่านศาสดากล่าวว่า : ใช่! เขากล่าวว่า : แล้วเหตุใดเราจึงต้องทนรับความอัปยศอดสู? ท่านศาสดากล่าวว่า : ฉันปฏิบัติตามสิ่งที่ฉันได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้ทำ ซอฮาบะฮ์ผู้นั้นยืนขึ้นแล้วกล่าวกับบรรดาซอฮาบะฮ์ว่า : เขาไม่ได้สัญญากับเราหรือว่าเราจะเข้าสู่มักกะฮ์? แล้วมาห้ามเราได้อย่างไรและเราต้องกลับไปอย่างอัปยศอดสู หากฉันมีสหายและผู้ช่วยเหลือ ฉันจะไม่มีวันยอมจำนนต่อความอัปยศอดสูนี้ (2) ความอ่อนไหวและการแทรกแซงของบางคนที่อยู่รอบตัวท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮ์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการนี้

    ข. การถอนตัวของมุนาฟิกีนออกจากพันธมิตรสามฝ่ายที่ชั่วร้ายและความล้มเหลวของการรัฐประหาร : เมื่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ออกเดินทางไปยังตะบูก ท่านได้แต่งตั้งท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมรบกับท่านในทุกสมรภูมิ ให้เป็นตัวแทนของท่านในมะดีนะฮ์ ด้วยการกระทำของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และการแต่งตั้งตัวแทนที่ทรงอำนาจเช่นนี้ แผนการของพวกมุนาฟิกีนที่จะทำรัฐประหารและยึดฐานที่มั่นของรัฐอิสลามจึงถูกขัดขวาง กองทัพของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เดินทางถึงตะบูกและกลับสู่ยังมะดีนะฮ์โดยปราศจากการปะทะกำลังใดๆ

 

2) สงครามมูตะฮ์ :

    ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่แปด เมืองมักกะฮ์ได้ถูกพิชิตโดยท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ด้วยการพิชิตฐานที่มั่นใหญ่ของพวกมุชริกีน ชาวยิวจึงสูญเสียปีกที่สำคัญของตนและหันไปใช้ดาบเล่มสุดท้ายของตน ซึ่งก็คือโรม เป็นครั้งที่สอง ในประวัติศาสตร์ที่ชาวยิวหันไปพึ่งมหาอำนาจแห่งยุคของตน ครั้งแรกในสมัยของท่านศาสดาอีซา หรือพระเยซู (อ.) พวกเขาได้ใช้มือปีลาตุส (Pontius Pilatus) ชาวโรมันเพื่อต่อต้านท่านศาสดาอีซา (อ.) และคราวนี้เมื่อพวกเขาสิ้นหวังจากพวกมุชริกีน พวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากชาวโรมัน ชาวโรมันได้ตั้งกองทัพของตนอยู่ในมูตะฮ์ ซึ่งอยู่ห่างจากมะดีนะฮ์ประมาณหนึ่งพันกิโลเมตร

   โดยปกติแล้ว หลังจากที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) พิชิตเมืองมักกะฮ์ได้แล้ว ควรจะมีประชาชนจำนวนมากให้ความร่วมมือกับท่าน แต่ในสงครามครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเพียงสามพันคนเท่านั้น ในขณะที่กองทัพโรมันมีไพร่พลจำนวนถึงห้าหมื่นคน! ในสงครามครั้งนี้ แม่ทัพทั้งสามคนที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แต่งตั้งไว้ได้เสียชีวิตเป็นชะฮีดทั้งหมด และปฏิบัติการก็จบลงด้วยความล้มเหลว จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมกองทัพของเคาะลีฟะฮ์ที่สองซึ่งมีกำลังพลหกหมื่นหรือเจ็ดหมื่นคน จึงสามารถเอาชนะกองทัพเปอร์เซียที่มีกำลังพลแปดแสนคนในการรบครั้งต่อๆ มาได้ แต่กองทัพอิสลามกลับพ่ายแพ้ในการรบครั้งนี้?! สงครามมูตะฮ์เป็นการรบครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่ท่านไม่ได้เข้าร่วม ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างพวกมุชริกีน พวกมุนาฟิกีนและชาวยิวในปฏิบัติการครั้งนี้ และที่น่าสนใจคือ ในสงครามครั้งนี้ มีเพียงแม่ทัพสามคนที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แต่งตั้งไว้และคนอื่นๆ อีกสามคนเท่านั้นที่เสียชีวิต

 

3) การแทรกซึมในองค์กรปกครองของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) :

    การเป็นชะฮีดของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) : ตามริวายะฮ์ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ (มุอ์ตะบัร) ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้เสียชีวิตลงด้วยการเป็นชะฮีด (3) บางคนเชื่อว่าการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นผลมาจากยาพิษที่หญิงชาวยิวคนหนึ่งได้ผสมลงในเนื้อแกะและให้ท่านกินในระหว่างปฏิบัติการค็อยบัร แต่มีข้อคัดค้านเกิดขึ้นต่อทัศนะนี้ นั้นคือระยะเวลาระหว่างปฏิบัติการค็อยบัรและการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ห่างกันถึงสามปี ยาพิษนี้จะใช้เวลาถึงสามปีในการส่งผลได้หรือไม่? ดังนั้นจึงไม่อาจยอมรับได้ว่ายาพิษนี้เป็นของเมื่อสามปีก่อนในสงครามค็อยบัร บางทีพวกเขาอาจจะกระทำการบางอย่างกับประวัติศาสตร์โดยการเพิ่มคำว่า "ค็อยบัร" เข้าไปเพื่อทำให้เส้นทางของประวัติศาสตร์เบี่ยงเบนไป ประวัติศาสตร์ของการเป็นชะฮีดของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) จึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เปราะบางและสำคัญ

    ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ระดมกองทัพของอุซามะฮ์เพื่อส่งไปยังมูตะฮ์ เพื่อชดเชยความพ่ายแพ้ครั้งก่อน ในเหตุการณ์นี้ หากอุซามะฮ์สามารถเอาชนะการสงครามครั้งนี้ได้ กำแพงกั้นต่าง ๆ ที่แข็งแกร่งของชาวยิวในเส้นทางมุ่งสู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) ก็จะพังทลายลง ด้วยเหตุนี้ชาวยิวจึงต้องปฏิบัติการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการพิชิตบัยตุลมักดิสโดยมือของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยความพ่ายแพ้ของชาวยิว พวกมุนาฟิกีนในนครมะดีนะฮ์ก็จะประสบกับพ่ายแพ้ด้วย และชาวยิวก็จะสูญเสียฐานที่เป็นความหวังของพวกเขา หากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ยังมีชีวิตอยู่ต่ออีกหนึ่งเดือน และกองทัพนี้ได้เคลื่อนทัพไป ชาวยิวจะต้องพบกับความพินาศอย่างแน่นอน ในที่นี้เอง พวกมุนาฟิกีนในมะดีนะฮ์ เพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาและชีวิตของชาวยิวไว้ จึงตัดสินใจวางยาพิษท่านศาสดา (4)

    ชาวยิวมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับที่พวกเขามีข้อมูลของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อยู่ในคัมภีร์เตารอต (โตราห์) พวกเขายังมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สืบทอดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ด้วยเช่นกันและรู้จักอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูกๆ ของพวกเขาเอง และพวกเขารู้ว่า งานของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จะยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยกับผู้สืบทอดของท่าน ดังนั้น หากธงนี้ ซึ่งวันนี้ได้หยุดชะงักอยู่ในมูตะฮ์ มันก็จะถูกยกขึ้นด้วยมือของท่านอะลี (อ.) และท่านก็จะยังคงดำเนินปฏิบัติการนี้ต่อไปและจะทำการยึดครองบัยตุลมักดิสได้ มันก็จะเหมือนกับว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทำการยึดครองและพิชิตมันนั่นเอง

    เพื่อที่จะแทรกซึมเข้าไปในองค์กรของชาวมุสลิม ชาวยิวจึงได้จัดตั้งคนกลุ่มหนึ่งและส่งพวกเขาเข้าไปแทรกซึมอยู่ในองค์กรการปกครองของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คนกลุ่มนี้ ซึ่งบางคนจากพวกเขาเราจะรู้จักในนาม “มุนาฟิกีน” (พวกหน้าซื่อใจคด) เป็นกลุ่มคนที่ยอมรับอิสลามเพียงแค่ภายนอก แต่หัวใจของพวกเขาไม่ได้ศรัทธาต่ออิสลาม และพวกเขากำลังพยายามหาโอกาสที่เหมาะสมที่จะทำลายอิสลาม ในหลายโองการของคัมภีร์อัลกุรอานได้ตำหนิประณามพวกเขาและระบุคุณลักษณะของพวกเขาไว้ ตามรายงานของประวัติศาสตร์ จำนวนมากของคนเหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลามแต่เพียงภายนอกนั้น พวกเขาอยู่ในเสื้อคลุมของชาวยิวหรือไม่ก็เคยติดต่อกับชาวยิวอย่างต่อเนื่อง หนังสือบางเล่มยังได้กล่าวถึงชื่อของคนเหล่านี้ไว้ด้วย (5) แม้ว่าชื่อของอีกบางคนจะไม่สามารถพบได้ในหนังสือทั้งหลายก็ตาม แต่จากพฤติกรรมของพวกเขา ประวัติชีวิตและวิธีการเข้ารับอิสลามของพวกเขาก็สามารถรับรู้ถึงความเป็นชาวยิวหรือการมีความสัมพันธ์ของพวกเขากับชาวยิวได้ ( 6)

    บะลาซุรีได้รายงานเกี่ยวกับการไปมาหาสู่ของพวกมุนาฟิกีนยังโบสถ์ของชาวยิว และเขายังกล่าวไว้ในอีกที่หนึ่งว่า : มาลิก บิน นูฟัล เป็นนักวิชาการชาวยิวที่เข้ามาอยู่ในอิสลาม แต่เขาจะรายงานข่าวคราวต่างๆ เกี่ยวกับท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ให้ชาวยิวได้รับรู้ (7) เนื่องจากความเป็นชาวยิวของพวกมุนาฟิกีนจำนวนหนึ่ง จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนสองกลุ่มนี้ในยุคแรกของอิสลาม ความพยายามของ อับดุลลอฮ์ บิน อุบัยย์ หนึ่งในมุนาฟิกีนที่ถูกเปิดโปงในสองเหตุการณ์ของบนูก็อยนะกออ์และบนูนะฎีรที่จะช่วยบรรดาสหายชาวยิวของตนให้รอดพ้นก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่พิสูจน์ถึงเรื่องนี้

    ชาวยิวด้วยการแทรกซึมที่ประสบความสำเร็จของตนในศาสนาคริสต์ได้เปลี่ยนศาสนาคริสต์ที่ต่อต้านชาวยิวและมาปฏิรูปให้กลายเป็นศาสนาที่ไร้เนื้อหาและไม่มีมูลความจริง ความพยายามของเปาโล หน่วยแทรกซึมของชาวยิวในศาสนาคริสต์ ประสบผลสำเร็จอย่างมากจนหลังจากผ่านไปหนึ่งศตวรรษก็ไม่มีร่องรอยใด ๆ ของศาสนาคริสต์ที่แท้จริงหลงเหลืออยู่บนโลกนี้อีกเลย

    ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จของชาวยิวนี้ ได้ถูกนำมาใช้โดยชาวยิวในการสกัดกั้นการแผ่ขยายของอิสลาม แต่คราวนี้ไม่ใช้ภายหลังการจากไปของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทว่าพร้อมกับการเริ่มต้นภารกิจการประกาศศาสนาของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) พวกเขาได้เริ่มต้นความพยายามของตนในการแทรกซึมเข้ามาในศาสนาอิสลาม จากจุดนี้เองจึงมีความแตกต่างขั้นพื้นฐานระหว่างศาสดาแห่งอิสลามกับบรรดาศาสดาทั้งหมดก่อนหน้านี้

    บรรดาตัวการในการแซกซึมของชาวยิวได้ปรากฏตัวในสองรูปแบบ : บางคนผ่านความพยายามสนับสนุนและปกป้องชาวยิว ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนต่อชาวมุสลิมคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ในขณะที่บางคน เช่น อับดุลลอฮ์ บิน อุบัยย์, ริฟาอะห์ บิน ซัยด์, มาลิก บิน นูฟัล เป็นต้น บางคนมีหน้าที่อื่น ๆ และได้รับคำสั่งไม่ให้เปิดเผยอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตนอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของพีระมิดแห่งอำนาจด้วยภาพลักษณ์ที่หลอกลวงนี้ แต่กระนั้นก็ตามคนเหล่านี้จะทิ้งร่องรอยของตนไว้และการแทรกซึมของพวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ในประวัติศาสตร์ (ในสงครามตะบูก พวกมุชริกีนกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะลอบสังหารท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเปิดเผยแผนสมคบคิดของพวกเขา ฮุซัยฟะฮ์ บิน ยะมาน ซอฮาบะฮ์ผู้ซื่อสัตย์ของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้เห็นและรู้จักพวกมุนาฟิกีนเหล่านี้ (8) แต่พวกเขาสามารถดำเนินงานของตนไปข้างหน้าได้อย่างลุล่วงและทำให้หัวใจของประชาชนทั่วไปร่วมทางกับพวกเขาได้และได้รับความจงรักภักดีและการสนับสนุนจากพวกเขาภายหลังจากท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) เสียชีวิตไปแล้ว

    ในองค์กรของพวกมุนาฟิกีน บางคนยอมรับชาวยิว และบางคนยอมรับอำนาจ และบางคนเป็นเพียงศัตรูกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เพียงเท่านั้น ดังนั้นองค์กรนี้จึงประกอบไปด้วยคนสามกลุ่ม คือ : ผู้แสวงหาอำนาจ ชาวยิวและพวกมุชริกีน พวกมุชริกีนจำนวนมากได้เปลี่ยนมายอมรับศาสนาอิสลามอย่างเสแสร้ง เช่น อบูซุฟยาน ซึ่งเป็นศัตรูของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แต่เมื่อเขาเห็นการเติบโตและการแผ่ขยายของศาสนาอิสลาม และต้องการให้วงศ์วานของตนได้รับอำนาจ เขาก็ยอมรับศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มมุสลิมที่แสวงหาอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถใช้คนเหล่านี้ได้ กลุ่มที่สามเดิมทีเป็นชาวยิวและไม่ได้มีศรัทธา (อีหม่าน) ต่ออิสลามเลย แต่พวกเขายอมรับอิสลามแต่เพียงภายนอก องค์กรนี้ต้องสะสมอำนาจให้มากพอที่จะเข้ายึดอำนาจหลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) สิ้นชีวิต ถึงขนาดที่สามารถโค่นล้มผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแทนได้ ทำไมผู้คนจึงไม่ปฏิบัติตามท่านอิมามอะลี (อ.) หลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) สิ้นชีวิต? เนื่องจากอิทธิพลขององค์กรชาวยิว ผู้คนจึงยอมรับคนอื่นๆ ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล) และเชื่อฟังคำสั่งของพวกเขา ถึงขนาดที่การปฏิบัติตามคำสั่งเหล่านั้นทำให้พวกเขาปฏิเสธที่จะจงรักภักดีต่อท่านอิมามอะลี (อ.)

    หลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)  ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) ต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ข่มเหงอย่างมากและเสียชีวิตในฐานะชะฮีดในหนทางของการเปิดโปงความหน้าซื่อใจคด (นิฟาก) และปกป้องวิลายะฮ์ (อำนาจการปกครอง) ของท่านอิมามอะลี (อ.) แต่ประชาชนก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไร และฆาตกรก็ยังคงอยู่ในอำนาจ ในขณะที่พวกเขาได้เห็นท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก้มลงจูบมือของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกล่าวว่า :

فاطمةُ بَضعَةٌ مِنّي، مَن آذاها فَقَد آذانی یَرضَی اللهُ لِرِضاها و یَغضب لِغضبِها و هِيَ سیّدةُ نساءِ العالَمینَ

“ฟาฏิมะฮ์เป็นส่วนหนึ่งของฉัน ผู้ใดทำร้ายนาง ผู้นั้นก็ทำร้ายฉัน อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในความพอใจของนาง และทรงพิโรธในความโกรธของนาง และนางคือหัวหน้าของสตรีแห่งสากลโลก” (9)

 

บทสรุป

    จากสิ่งที่กล่าวมาข้างตนสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าชาวยิวได้วางแผนปฏิบัติการในการเผชิญหน้ากับศาสนาอิสลามใน 3 ขั้นตอนต่อไปนี้ :

1- ความพยายามในการสะกัดกั้นการประสูติของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

2- การสร้างป้อมปราการต่างๆ บนเส้นทางการเคลื่อนพลของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส)

3- การแทรกซึมในองค์กรการปกครองของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

    โดยการคาดการณ์ว่า แต่ละขั้นตอนทั้งสามนี้ อาจไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ ชาวยิวจึงเริ่มต้นทั้งสามขั้นตอนพร้อมกัน และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถสกัดกั้นการประสูติของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ แต่โดยอาศัยป้อมปราการต่าง ๆ ของตน พวกเขาจะบังคับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เพื่อจะเข้าถึงบัยตุลมักดิส จำเป็นต้องเดินทางผ่านด่านเจ็ดด่าน และด่านที่หกคือตะบูก ได้หยุดท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จากเดินทางไปถึงบัยตุลมักดิส

    ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาสร้างตัวละครของตนขึ้นมาอย่างชาญฉลาด จนผู้คนยอมรับตัวละครเหล่านั้นควบคู่ไปกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จนกระทั่งการเปิดโปงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เกี่ยวกับพวกเขาก็ไม่สามารถบังเกิดผลได้ และในที่สุด ด้วยตัวละครที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง พวกเขาก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจหลังจากที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เสียชีวิตเป็นชะฮีด


แหล่งอ้างอิง :

1.มุนตะฮัลอามาล, อับบาส กุมมี, เล่ม 2, หน้า 309

2.มุนตะฮัลอามาล, อับบาส กุมมี, หน้า 2, เล่ม 312

3.ตะห์ซีบุลอะห์กาม, เชคฏูซี, เล่ม 2

4.ตัฟซีร อัลอัยยาชี, เล่ม 1, หน้า 200

5.อันซาบุลอัชร๊อฟ, อัลบาลาซุรี, เล่ม 1, หน้า 339

6.อัตตะห์ซีบ, เชคซอดูก, เล่ม 2, หน้า 412

7.อันซาบุลอัชร๊อฟ, อัลบะลาซุรี, เล่ม 1, หน้า 329

8.อัลคอรออิจ วัลญะรออิห์, รอวันดี, เล่ม 1, หน้า 101 และ อัลคิซ้อล, เชคซอดูก, หน้า 499

9.อะอ์ลามุลวะรอ, อัฏ ฎอบัรซี, เล่ม 1, หน้า 295


แปลและเรียบเรียง : เชคมูฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 93 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

30947022
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
309
9334
46665
30848272
321916
317935
30947022

ศ 28 ส.ค. 2026 :: 00:36:12