กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายที่อาจเกิดขึ้นในการขายเครื่องบินรบ F-35 48 ลำ ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย มูลค่า 2.43 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่รัฐบาลริยาดเพิ่มความรุนแรงในการก้าวร้าวทางทหารต่อเยเมน
การอนุมัติดังกล่าวครอบคลุมเครื่องบินขับไล่ ล็อคฮีด มาร์ติน เอฟ-35 ไลต์นิง 2 (Lockheed Martin F-35 Lightning II) จำนวน 48 เครื่อง และเครื่องยนต์ของบริษัท แพรตต์ แอนด์ วิทนีย์ (Pratt & Whitney) จำนวน 49 เครื่อง ทว่าข้อตกลงนี้ยังคงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรสเมื่อวันพฤหัสบดี (17 ก.ย.)ที่ผ่านมา โดยระบุว่า แพกเกจอาวุธที่เสนอขายนั้น ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอะไหล่ ตลอดจนหลักสูตรฝึกอบรม ระบบจำลองการบิน (Simulators) ซอฟต์แวร์ และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์
การตรวจสอบโดยสภาคองเกรสมีเวลา 30 วันในการตรวจสอบการขายที่เสนอดังกล่าว ขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา กลุ่มสมาชิกรัฐสภาเคยมีการตรวจสอบข้อตกลงซื้อขายอาวุธล็อตใหญ่กับรัฐบาลริยาดอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเหตุฆาตกรรม ญามาล คาช็อกกี (Jamal Khashoggi) นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียเมื่อปี ค.ศ. 2018
การอนุมัตินี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียขยายตัวมากขึ้น รวมถึงข้อตกลงด้านอาวุธมูลค่าเกือบ 142 พันล้านดอลลาร์ที่ตกลงกันไว้ในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่า เป็น “ข้อตกลงความร่วมมือทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ”
ทางด้านซาอุดีอาระเบียได้ออกมาแสดงท่าทียินดีต่อข้อเสนอซื้อขายอาวุธในครั้งนี้ โดยสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ณ กรุงวอชิงตัน ได้อธิบายถึงดีลดังกล่าวว่าเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวในการกระชับความสัมพันธ์ฉันพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่างริยาดและวอชิงตัน
ข้อความที่สถานเอกอัครราชทูตโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ระบุว่า 'ข้อเสนอขาย F-35 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแน่นแฟ้นและสายสัมพันธ์อันยาวนานของหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างซาอุฯ-สหรัฐฯ รวมถึงความพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ'
ข้อความดังกล่าวยังระบุอีกว่า 'ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพส่วนภูมิภาค ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันร่วมกัน และส่งเสริมผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน
เครื่องบินขับไล่ F-35 เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 (Fifth-generation multirole fighter) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเน้นเทคโนโลยีล่องหน (Stealth) ระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูงที่ล้ำสมัย การผสานรวมข้อมูล (Information fusion) ตลอดจนระบบสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง
ซาอุดีอาระเบียมีความพยายามที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับปรุงกองทัพอากาศให้ทันสมัย โดยในปัจจุบันกองทัพอากาศซาอุฯ มีเครื่องบินรบหลักเป็นเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-15 ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ รวมถึงเครื่องบินรบรุ่นทอร์นาโด (Tornado) และยูโรไฟท์เตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) ของฝั่งยุโรป
กองทัพอิสราเอลได้นำเครื่องบินขับไล่รุ่นดังกล่าวเข้าประจำการและทำการบินมานานร่วม 10 ปี และยังคงเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันตก (ตะวันออกกลาง) ที่มีเครื่องบิน F-35 ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ข้อเสนอจัดซื้อของซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ จะส่งผลให้รัฐบาลริยาดกลายเป็นประเทศอาหรับชาติแรกที่ได้ครอบครองและใช้งานเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้
ทว่าในมุมมองของนักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์จำนวนมากกลับเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้ตั้งแต่ต้น และเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่ต้องการรั้งซาอุดีอาระเบียให้อยู่ในกรอบผลประโยชน์ของตน เพื่อกรุยทางสู่การชักจูงและตักตวงผลประโยชน์จากรัฐบาลริยาดต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยต่อคำร้องขออย่างเร่งด่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากมกุฎราชกุมารมูฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งบางกระแสข่าวระบุว่า เขาต่อสายตรงหาทรัมป์ ถึง 3 ครั้งในวันเดียว เพื่อเรียกร้องให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังเยเมนเพื่อสกัดกั้นการบุกคืบหน้า ซึ่งการบอกปัดของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ได้สร้างความขุ่นเคืองและสร้างความอับอายให้แก่รัฐบาลริยาดอย่างยิ่ง
ข้อเสนอซื้อขายอาวุธในครั้งนี้จะเผชิญกับแรงต้านทานอย่างหนักในสภาคองเกรสอย่างแน่นอน โดยมีการคาดการณ์ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนอิสราเอลและรัฐบาลไซออนิสต์จะพยายามยับยั้งไม่ให้ข้อตกลงนี้ผ่านความเห็นชอบ เว้นแต่จะสามารถบีบให้ซาอุดีอาระเบียยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อาทิ การยอมลงนามในข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทว่าต่อให้ยอมความกันได้ สหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ส่งมอบเครื่องบิน F-35 ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ากับของอิสราเอล โดยจะมีการลดทอนระบบเทคโนโลยีและส่วนประกอบที่ละเอียดอ่อนออกไปก่อนส่งมอบ
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการควบคุมระบบซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการหลักของ F-35 อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่ได้รับขีดความสามารถพิเศษระดับเอกสิทธิ์ ตลอดจนสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบเพื่อปรับปรุงดัดแปลงตัวเครื่องบินที่เหนือกว่าประเทศผู้ซื้อรายอื่นทั่วโลก
รัฐบาลผู้ยึดครองดินแดนได้นำเครื่องบินขับไล่ดังกล่าวมาใช้งานอย่างแพร่หลาย ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านและเลบานอน ตลอดจนการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนหลายหมื่นคน
การโจมตีเครื่องบิน F-35 ของอิหร่านที่ประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 19 มีนาคมค.ศ. 2026 ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งยอมรับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำลายชื่อเสียงของเครื่องบินรบรุ่นนี้อย่างรุนแรง ส่งผลให้บางฝ่ายต้องทบทวนแผนการซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งมีราคามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อลำ
ในวันที่วิดีโอการโจมตีที่ประสบความสำเร็จของอิหร่านถูกเผยแพร่ หุ้นของผู้ผลิตก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก
การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับข้อเสนอ F-35 เกิดขึ้นในขณะที่ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อเยเมน หลังจากประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อกองกำลังติดอาวุธของเยเมนตามแนวชายฝั่งทะเลแดง
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กองทัพเยเมนประกาศว่า ประสบความสำเร็จในการยิงเครื่องบินขับไล่ F-15 ของซาอุดีอาระเบียตกเหนือเขตในพื้นที่จังหวัดมาริบ (Ma'rib Governorate) โดยใช้ขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ
นอกจากนี้ กองบินสนับสนุนของซาอุดีอาระเบียอีกสองกองบิน ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ F-15 และเครื่องบินรบ Typhoon ได้เข้าสู่การปะทะและถูกกดดันให้ต้องถอนตัวกลับไป ท่ามกลางปฏิบัติการบินลาดตระเวนเพื่อค้นหาซากเครื่องบินรบที่ได้รับความเสียหาย
ภายหลังการแถลงการณ์ กองทัพเยเมนได้ทำการเปิดเผยภาพวิดีโอหลักฐาน ซึ่งเผยให้เห็นวินาทีที่ขีปนาวุธพุ่งเข้ากระแทกเป้าหมายกลางอากาศ ตลอดจนภาพขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินเข้าตรวจสอบซากปรักหักพังของเครื่องบินขับไล่ในพื้นที่แถบทะเลทราย
พลตรี ยะห์ยา ซารีอ์ โฆษกกองทัพเยเมน เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (18 ก.ย.) ว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ของกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียที่ทะยานขึ้นจากฐานทัพอากาศคามิส มูชาอิต (Khamis Mushait) ได้ระดมโจมตีทางอากาศรวม 37 ระลอก เข้าใส่พื้นที่จังหวัด ตาอิซ (Taiz) และฮัจญะฮ์ (Hajjah) ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรได้ร่วมกันปิดล้อมประเทศเยเมน พร้อมทั้งเปิดฉากการรุกรานทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านการทหาร การเมือง และการส่งกำลังบำรุง (โลจิสติกส์) จากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอีกหลายประเทศ
การปิดล้อมดังกล่าวส่งผลให้ชาวเยเมนเสียชีวิตหลายหมื่นคน ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบียนั้น ล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์ที่เคยประกาศไว้ ซึ่งก็คือการฟื้นฟูระบอบการปกครองหุ่นเชิดขึ้นมาใหม่ในกรุงซานา
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่