มุฟตีใหญ่แห่งซาอุดีอาระเบียเรียกร้องให้กองทัพซาอุดีอาระเบียและกองกำลังพันธมิตรเตรียมพร้อมที่จะ “เสียสละชีวิต” ในการโจมตีเยเมน ขณะที่ฝรั่งเศสกล่าวว่า จะส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารไปยังซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากริยาดกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกองกำลังติดอาวุธของเยเมน
ในแถลงการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อวันศุกร์ (25 ก.ย.) เชค ศอลิห์ บิน เฟาซาน อัล-เฟาซาน มุฟตีใหญ่ (Grand Mufti) ของซาอุดีอาระเบีย ได้เรียกร้องให้ทหารซาอุดีอาระเบียและกองกำลังผสมในแนวหน้า ยืนหยัดอย่างมั่นคงในการเผชิญหน้ากับการโจมตีโต้กลับจากกองทัพเยเมน
อัล-เฟาซาน ได้ระบุว่า การปกป้องซาอุดีอาระเบียและพรมแดนของประเทศ ถือเป็นหน้าที่ทางศาสนาที่สำคัญยิ่ง โดยอ้างถึงการเป็นที่ตั้งของมัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่ง
ในอีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีมาครงได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ว่า ฝรั่งเศสจะส่ง "ทหาร เรดาร์ และระบบป้องกันภัย" ไปยังเมืองยานบู ซึ่งเป็นเมืองท่าริมฝั่งทะเลแดง โดยระบุเพิ่มเติมว่า การวางกำลังพลในครั้งนี้ "ไม่ใช่เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งใด ๆ แต่เพื่อปกป้องพื้นที่ดังกล่าว
เมืองยานบูเป็นที่ตั้งของคลังจัดเก็บน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ทั้งยังเชื่อมต่อกับท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันดิบได้มากถึงเจ็ดล้านบาร์เรลต่อวัน
สืบเนื่องจากการรุกรานของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน และการที่กองทัพอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต่อเรือของสหรัฐฯ และพันธมิตร ส่งผลให้รัฐบาลริยาดต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ในการส่งออกน้ำมันของตน
การวางกำลังพลของฝรั่งเศสเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กองทัพเยเมนได้ยกระดับความรุนแรงในการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย ด้วยขีปนาวุธและโดรน
พลตรี ยะห์ยา ซารีอ์ โฆษกกองทัพเยเมน เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังเยเมนได้โจมตีโรงงานของบริษัท อารามโก (Aramco) ในเมืองยานบู รวมถึง “เป้าหมายสำคัญ” ในกรุงริยาด
ในขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียได้หันไปพึ่งพาตุรกีและปากีสถานเพื่อขอรับการสนับสนุน โดยทั้งสามประเทศกำลังจัดการ "ประชุมด่วน" ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดภายใต้ ข้อตกลงป้องกันร่วมกัน แห่งมักกะฮ์ (Mecca Joint Defense Agreement) ซึ่งกำหนดให้การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีทุกประเทศสมาชิก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสนธิสัญญาดังกล่าวยังไม่ผ่านการสัตยาบันจากรัฐสภาของตุรกีหรือปากีสถาน จึงไม่ได้มีผลบังคับให้รัฐบาลแองการา (ตุรกี) หรือรัฐบาลอิสลามาบัด (ปากีสถาน) ต้องส่งกำลังพลไปประจำการในทันทีโดยอัตโนมัติ
การโจมตีล่าสุดของซาอุดีอาระเบียเกิดขึ้นหลังจากสงครามและการปิดล้อมเยเมนที่นำโดยซาอุดีอาระเบียดำเนินมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.2015 เมื่อรัฐบาลริยาดเข้าแทรกแซงทางทหารเพื่อฟื้นฟูอำนาจของระบอบการปกครองเดิม
ซาอุดีอาระเบียได้ยกระดับการรุกรานขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของเยเมนรายงานว่า มีการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วประเทศ ในขณะที่รัฐบาลริยาดพยายามที่จะฟื้นฟูระบอบการปกครองที่ซาอุดีอาระเบียหนุนหลังให้กลับคืนสู่อำนาจในกรุงซานา
กองทัพเยเมนได้ตอบโต้ด้วยการรุกกลับครั้งใหญ่ตลอดแนวชายฝั่งทะเลแดง โดยสามารถขับไล่กองกำลังติดอาวุธที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนให้ออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ และยึดเมืองท่ามอคคา (Mokha) ได้สำเร็จ ก่อนที่จะรุกคืบต่อไปยังช่องแคบบาบ อัล มันเดบ (Bab al-Mandab)
นับตั้งแต่นั้นมากองทัพเยเมนสามารถยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์และเกาะต่าง ๆ รอบเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของตนได้อย่างมีนัยสำคัญ ณ ช่องแคบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่