"เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้แล้ว" : กองทัพอิหร่านประกาศกร้าวพร้อมรับมือการรุกรานระลอกใหม่ด้วย "เทคโนโลยีใหม่"
"เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้แล้ว" : กองทัพอิหร่านประกาศกร้าวพร้อมรับมือการรุกรานระลอกใหม่ด้วย "เทคโนโลยีใหม่"

โฆษกกองทัพอิหร่านออกมาเตือนว่า หากมีการรุกรานสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านเกิดขึ้น ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วย "เทคโนโลยีทางการทหารแบบใหม่"

    นายพล อบุลฟัซล์ เชคาร์ชี  ได้กล่าวคำเตือนดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ (26 ก.ย.) โดยระบุว่า กองทัพได้พัฒนาขีดความสามารถทางการทหารผ่านการปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบสงครามแบบอสมมาตร (asymmetric warfare) และหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศที่ผลิตเองภายในประเทศมากขึ้น

    เขากล่าวว่า ความก้าวหน้าในแสนยานุภาพด้านการป้องกันประเทศทำให้อิหร่านมีความเข้มแข็งกว่าช่วงก่อนที่จะเกิดการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลถึงสองระลอก ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุมาก่อน ทั้งในช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 7 เมษายนของปีนี้ "กองทัพอิหร่านมีความพร้อมในระดับที่ดีเยี่ยม"

    นายพล เชคาร์ชีกล่าวว่า "ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านมีความก้าวหน้าและทรงพลังยิ่งขึ้น และในครั้งนี้ เราได้เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้รอรับมือศัตรูแล้ว เราจะตอบโต้การรุกรานใด ๆ จากศัตรูด้วยเทคโนโลยีทางการทหารแบบใหม่"

จากภาวะขาดแคลนในช่วงสงครามสู่การพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ

    นายพล เชคาร์ชีกล่าวว่า ความพยายามของอิหร่านในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพพยายามปรับปรุงศักยภาพในการรบและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้

    เขากล่าวว่า "ในระหว่างสงครามที่ถูกยัดเยียดให้ (Imposed War) ครั้งแรกนั้น ขณะที่ทำการปกป้องอิหร่าน กองทัพได้พยายามยกระดับขีดความสามารถในการรบและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การริเริ่มโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่านในช่วงสงครามดังกล่าว"

    โฆษกกองทัพอิหร่านได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในหลักนิยมด้านการป้องกันประเทศหลังจากการปฏิวัติอิสลามของประเทศในปี ค.ศ.1979 ว่าเป็นความคืบหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง โดยกล่าวว่า อิหร่านได้เปลี่ยนผ่านจากการทำสงครามในแบบดั้งเดิม (Conventional Warfare) ไปสู่การทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) และอธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านนี้คือ “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด” ที่เกิดขึ้นในหลักนิยมหลังจากการได้รับชัยชนะของการปฏิวัติ

"วิธีการรบแบบตามแบบแผนนั้นมีความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ต่อสงครามแบบอสมมาตร"

    เขาอธิบายว่า แนวทางแบบอสมมาตรของอิหร่านมุ่งเน้นไปที่การรับมือกับอาวุธหนักที่มีราคาสูงด้วยยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า แต่มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า "ยุทธวิธีสงครามแบบอสมมาตรนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเสียสละ ความมุ่งมั่นศรัทธา และจิตวิญญาณ" ‘อิหร่านยุคหลังการปฏิวัติก้าวล้ำเหนือคู่ปรับ’

    นายพล เชคาร์ชี เปรียบเทียบสถานการณ์การขาดแคลนทรัพยากรของอิหร่านในช่วงสงครามที่ถูกยัดเยียดให้ (Imposed War) ครั้งแรก กับขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในปัจจุบัน

    เขากล่าวว่า ในช่วงสงครามครั้งนั้น แม้แต่ด้ายเย็บแผลสำหรับรักษาทหารของเรา พวกเขาก็ไม่ยอมขายให้อิหร่าน แต่อิหร่านยุคหลังการปฏิวัติได้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการนำเข้าด้ายเย็บแผลและลวดหนาม มาสู่การผลิตยุทโธปกรณ์และสิ่งจำเป็นด้านการป้องกันประเทศได้เองแล้ว

"อิหร่านยุคหลังการปฏิวัติก้าวล้ำหน้ากว่าบรรดาประเทศที่เป็นอริไปแล้ว”

การปกป้องข้อมูลเพื่อสร้างความประหลาดใจให้แก่ศัตรู

    เมื่อกล่าวถึงความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ของศัตรู นายพล เชคาร์ชี ระบุว่า การรักษาความลับเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารเป็นหลักการสำคัญของกองทัพ

    เขากล่าวเสริมว่า “หากศัตรูมีสติปัญญาอยู่บ้าง พวกเขาคงไม่โจมตีอิหร่าน” เขากล่าวโดยอ้างถึงการรุกรานอิหร่านโดยไม่มีเหตุอันควรครั้งล่าสุดจากสหรัฐฯ และอิสราเอล “หลักการของกองทัพคือ การปกป้องข้อมูลเพื่อสร้างความประหลาดใจให้แก่ศัตรู”

    “ศัตรูตระหนักแล้วว่า การประเมินความทรหดและขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของอิหร่านนั้นผิดพลาด อิหร่านมีองค์ประกอบของอำนาจแห่งชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และการที่ประชาชนออกมาตามท้องถนนรวมถึงการอยู่ในสนามรบถือเป็นเสาหลักสำคัญแห่งชัยชนะของอิหร่านในการทำสงครามกับศัตรู ทั้งประชาชนและกองทัพต่างมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะต่อสู้กับศัตรูที่เป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ไซออนิสต์”

‘ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่าน’

    นายพลเชคาร์ชี ยังได้กล่าวถึงช่องแคบฮอร์มุซ โดยยืนยันว่า อำนาจในการควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเป็นของอิหร่าน พร้อมทั้งเตือนเรือทุกลำไม่ให้พยายามใช้เส้นทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อแล่นผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งนี้

    อิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบดังกล่าวภายหลังการรุกรานโดยไม่มีเหตุอันควรครั้งล่าสุดจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

    สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาเคยตกลงเรื่องการเปิดช่องแคบอีกครั้งเป็นเวลา 60 วัน ตามบันทึกความเข้าใจที่มีปากีสถานเป็นคนกลางเมื่อเดือนมิถุนายน แต่การละเมิดข้อตกลงของฝ่ายสหรัฐฯ บีบให้อิหร่านต้องกลับมาสั่งปิดช่องแคบอีกครั้ง


ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 177 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31262037
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
544
10626
11170
31165474
274094
362837
31262037

จ 28 ก.ย. 2026 :: 01:51:03