ปฏิบัติการของชาวยิวในการต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) (ตอนที่ 3)
ปฏิบัติการของชาวยิวในการต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) (ตอนที่ 3)

ปฏิบัติการต่าง ๆ ของชาวยิวมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ ตั้งแต่ก่อนการประสูติของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จนกระทั่งการเสียชีวิต (วะฟาต) ของท่าน ในช่วงที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กำลังเตรียมพร้อมกองทัพของอุซามะฮ์ เพื่อการทำสงครามที่มูตะฮ์ ชาวยิวและท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เผชิญหน้ากันหลายครั้ง แต่บรรดานักประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้ความสนใจกับปฏิบัติการเหล่านี้อย่างเพียงพอ และไม่ได้ตรวจสอบเหตุการณ์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

การทำสงครามโดยตรงระหว่างชาวยิวและชาวมุสลิม

    เนื่องจากหนังสือประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปที่การบรรยายปฏิบัติการสงครามบัดร์และอุฮุด และตรวจสอบหาสาเหตุที่มาของปฏิบัติการเหล่านั้น จึงไม่มีการวิจัยใด ๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กับชาวยิว ในการบันทึกประวัติศาสตร์กระแสหลัก ปฏิบัติการของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กับชาวยิวจะเป็นเรื่องรองเสมอ ในขณะที่กองกำลังทั้งหมดของมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) ถูกทำลายลงในปฏิบัติการสงครามบัดร์และอุฮุดเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่ชาวยิวก็ยังคงทำสงครามต่อไปจนกระทั่งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) สิ้นชีวิต

    ปฏิบัติการต่าง ๆ ของชาวยิวมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ ตั้งแต่ก่อนการประสูติของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จนกระทั่งการเสียชีวิต (วะฟาต) ของท่าน ในช่วงที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กำลังเตรียมพร้อมกองทัพของอุซามะฮ์ เพื่อการทำสงครามที่มูตะฮ์ ชาวยิวและท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เผชิญหน้ากันหลายครั้ง แต่บรรดานักประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้ความสนใจกับปฏิบัติการเหล่านี้อย่างเพียงพอ และไม่ได้ตรวจสอบเหตุการณ์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

    กลอุบายอย่างหนึ่งของพวกเขาในการปฏิบัติการต่าง ๆ คือ พวกเขาจะทำการโจมตีศาสนาอิสลาม แล้วแสดงออกราวกับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกโจมตีอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ เพียงแค่พิจารณาช่วงเวลาวิกฤตของการปฏิบัติการต่าง ๆ ของบนูก็อยนะกออ์ บนูนะฎีร และบนูกุร็อยเซาะฮ์ และลักษณะการกระทำของพวกเขา ข้อเท็จจริงนี้เพียงอย่างเดียวก็บ่งชี้ได้แล้วว่าชาวยิววางแผนปฏิบัติการด้วยความชาญฉลาดอย่างยิ่ง ในขณะที่การกระทำของมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) นั้นแสดงให้เห็นถึงความรีบร้อน

 

1) บนูก็อยนะกออ์ การก่อกบฏครั้งแรกของชาวยิว :

    หลังจากที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เดินทางกลับจากสงครามบัดร์ ชาวยิวได้ก่อกบฏและละเมิดพันธสัญญาของตน การประกาศสงครามของชาวยิวต่อชาวมุสลิมนั้นสร้างความยากลำบากอย่างมากให้กับชาวเมืองมะดีนะฮ์ เพราะบนูก็อยนุกออ์เป็นพันธมิตรกับกลุ่มต่าง ๆ จากมะดีนะฮ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงตัดสินใจตอบโต้การทรยศนี้ด้วยกำลัง ชาวมุสลิมปิดล้อมป้อมปราการของพวกเขาเป็นเวลาสิบห้าวัน และเผ่าบนูก็อยนุกออ์ถูกบังคับให้ยอมจำนน ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ออกคำสั่งให้จับกุมพวกเขาทั้งหมด และตั้งใจจะลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรง และตามที่บรรดานักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ ท่านตัดสินใจที่จะประหารพวกเขาทั้งหมด (1) แต่ชาวยิวและพันธมิตรของพวกเขาได้เข้ามาแทรกแซงและขอร้องจนกระทั่งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ละวางจากการประหารชีวิตพวกเขาและตกลงที่จะบังคับให้พวกเขาอพยพไปที่อื่น (2)

 

2) บนูนะฎีร สงครามแห่งความโลภของชาวยิว :

    หลังจากสงครามอุฮุดและการกลับมาของกองทัพอิสลามยังมะดีนะฮ์ บนูนะฎีรได้ละเมิดสนธิสัญญาและประกาศสงครามกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) สภาพการณ์ของการรบครั้งนี้วิกฤตมาก และขวัญกำลังใจของประชาชนไม่เอื้ออำนวยต่อการป้องกัน ประเด็นสำคัญในการเผชิญหน้าครั้งนี้คือบทบาทของพันธมิตรชาวยิวในมะดีนะฮ์ที่ยุยงให้ชาวยิวประกาศสงครามโดยสัญญาว่าจะช่วยเหลือ (3) ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้ออกคำสั่งให้เคลื่อนทัพ กองทัพอิสลามเคลื่อนทัพไปยังป้อมปราการของบนูนะฎีร เมื่อพวกเขาเห็นท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และบรรดาสหายของท่าน พวกเขาก็ปีนขึ้นไปบนป้อมปราการและเริ่มขว้างปาหินและลูกธนู กองทัพของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ปิดล้อมปราสาทไว้ และการล้อมนี้กินเวลานาน สาเหตุหนึ่งของการปิดล้อมครั้งนี้ก็เพื่อตัดขาดการติดต่อสื่อสารของชาวยิวกับมุนาฟิกีน (พวกหน้าซื่อใจคด) ในมะดีนะฮ์ ผู้ซึ่งสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือกับชาวยิว ในช่วงเวลาที่เมืองถูกปิดล้อม มีการปฏิบัติการทางทหารระหว่างสองฝ่าย จนกระทั่งชาวยิวได้ยอมจำนนและชาวมุสลิมได้รับชัยชนะ และท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้บังคับให้พวกเขาอพยพออกไปจากมะดีนะฮ์

    มุนาฟิกีน (พวกหน้าซื่อใจคด) แห่งมะดีนะฮ์ เมื่อเผ่าบนูนะฎีรอพยพ พวกเขาก็ติดตามไปส่งด้วยความเศร้าโศก ซัยด์ บิน ริฟาอะฮ์ สหายของอับดุลลอฮ์ บิน อุบัยย์ กล่าวว่า : “ฉันหวั่นกลัวต่อการไม่มีอยู่ของเผ่าบนูนะฎีรในมะดีนะฮ์ แต่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปสู่เกียรติยศและความมั่งคั่ง และสู่ป้อมปราการต่างๆ ที่สูงตระหง่านที่จะไม่เหมือนที่นี่” (4) ตามความเห็นพ้องของนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน (มุฟัซซิร) และนักประวัติศาสตร์ โองการที่ 2 ถึง 15 ของซูเราะห์อัล-ฮัชร์ ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ของเผ่าบนูนะฎีร

 

3) ค็อนดัก (สนามเพลาะ หรือ คูเมือง) ไฟสงครามที่ก่อขึ้นโดยชาวยิว สงครามของมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) :

    เผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์ ส่งคณะผู้แทนไปยังมักกะฮ์ พวกเขาเจรจากับอบูซุฟยานและเร่งเร้าให้เขารวบรวมกำลังพล แรงจูงใจในการยุยงปลุกปั่นของพวกเขาก็คือ ชัยชนะที่เกือบจะเกิดขึ้นในสงครามอุฮุด หลังจากสงครามอุฮุด ความสิ้นหวังของมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) ที่เกิดขึ้นในสงครามบัดร์กลับกลายเป็นแสงแห่งความหวัง ความหวังที่จะกำจัดท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในสงครามครั้งก่อน ชาวยิวแห่งบนูนะฎีรก็เคยให้สัญญากับพวกมุชริกีน เช่นกัน แต่พวกเขาไม่รักษาสัญญา แต่ครั้งนี้พวกเขาสัญญาว่าจะดำเนินการพร้อมกัน หลังจากเจรจาต่อรองกันไปมา พวกมุชริกีนก็สามารถรวบรวมกำลังพลได้หนึ่งหมื่นนาย

    ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เรียกประชุมผู้คนทั้งหมดและขอความคิดเห็น ซัลมาน ฟาร์ซี ได้เสนอให้ขุดคู (สนามเพลาะ) และท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็เห็นด้วย และชาวมุสลิมก็ขุดคูระหว่างภูเขาอุฮุดและภูเขาเซาะละอ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ระดมกำลังพลสามพันนายในมะดีนะฮ์ ในขณะเดียวกัน จากด้านหลังเมืองมะดีนะฮ์ ชาวยิวจากเผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์ ได้ประกาศสงคราม ทำให้ชาวมุสลิมสูญเสียความปลอดภัย แม้กระทั่งภายในเมืองมะดีนะฮ์ นี่เป็นจุดสูงสุดของการทรยศและการใช้โอกาสในทางไม่ชอบจากความเมตตาของท่านศาสดาแห่งอิสลามโดยชาวยิว และแสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งที่พวกเขามีต่ออิสลาม ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : "ผู้ที่ออกไปและเข้ามาควรมีอาวุธติดตัว" เมืองมะดีนะฮ์กลายเป็นสถานที่อันตราย และสถานการณ์เลวร้ายลงจนถึงขั้นที่มุนาฟิกีน (พวกหน้าซื่อใจคด) แพร่ข่าวว่าผู้คนตัดสินใจที่จะหนีออกจากสนามรบกันเป็นจำนวนมาก

    อัมร์ อิบนุ อับดุวัด วีรบุรุษชาวอาหรับ ข้ามคูเมือง (ค็อนดัก) และออกไปประกาศหาคู่ต่อสู้ ตามที่อิบนุอบิลฮะดีด กล่าวไว้ ท่านอะลี (อ.) ได้ออกไปยังสนามรบ (5) อัมร์ถูกท่านอะลี (อ.) สังหารด้วยดาบต่อหน้าต่อตาของพวกมุชริกีนและชาวมุสลิมที่ต่างตกตะลึง การตายของอัมร์ ทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายศัตรูพังทลายลง (6)

    พันธมิตรที่สำคัญที่สุดของชาวกุเรชมุชริกีนในสงครามครั้งนี้คือ บนูฆอฏอฟานและบนูกุร็อยเซาะฮ์ อบูซุฟยานตัดสินใจเริ่มปฏิบัติการโดยประสานงานกับบนูฆอฏอฟานและบนูกุร็อยเซาะฮ์ นุอัยม์ อิบนุ มัสอูด อัล อัชญะอี ได้มาหาท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ในเวลากลางคืน และแสดงความศรัทธาในศาสนาอิสลามของตน โดยกล่าวว่า : “ข้าพเจ้าเป็นมุสลิมใหม่ที่ไม่รู้ถึงความเป็นมุสลิมของตน และข้าพเจ้ามีมิตรภาพอันยาวนานกับชนเผ่าเหล่านี้ที่จะมารบกับท่าน หากท่านมีคำสั่งใด ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตาม” ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : “จงไปและทำลายความสามัคคีของกลุ่มเหล่านี้”

    นุอัยม์ได้ไปหาเผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์ ผู้เป็นต้นเหตุการก่อไฟสงคราม และแสดงความปรารถนาดีต่อพวกเขาพร้อมกับกล่าวว่า : “หากพวกมุชริกีน (พวกตั้งภาคีต่อพระเจ้า) ลงมือปฏิบัติการและพ่ายแพ้ในสงคราม พวกเขาจะหนีไปมักกะฮ์ แต่พวกท่านจะถูกจับกุม และมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) จะสังหารพวกท่านทั้งหมด พวกท่านจงขอให้พวกมุชริกีนส่งผู้นำของพวกเขามาจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมรบกับพวกท่าน เพื่อให้พวกท่านมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่ทรยศพวกท่านเนื่องจากมีบรรดาสหายของพวกเขายู่ด้วย” อีกด้านหนึ่ง เขาได้ไปหาอบูซุฟยานและกล่าวว่า : “ฉันได้ยินมาว่า เผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์สำนึกเสียใจที่ผิดสัญญากับมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และได้ส่งผู้ถือสารไปยังมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) โดยกล่าวว่า พวกเราจะจับกุมบรรดาผู้นำสิบคนของเผ่ากุเรชเป็นตัวประกันและจะมอบให้ท่าน เพื่อให้ท่านรักษาสัญญาและพึงพอใจกับพวกเรา”

    อบูซุฟยานจึงตัดสินใจทำการโจมตี เขาได้ส่งตัวแทนไปยังป้อมปราการของเผ่าบนูกูร็อยเซาะฮ์ และกล่าวว่า : “นี่ไม่ใช่พื้นที่ที่อยู่อาศัยของเรา ปศุสัตว์ของเรากำลังตาย จงเตรียมพร้อมที่เราจะโจมตีในวันพรุ่งนี้ และพวกท่านจะต้องโจมตีจากด้านหลังในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จ” ผู้บัญชาการของเผ่าบนูกูร็อยเซาะฮ์ ตอบว่า : “เราจะต่อสู้หากมีผู้นำของฝ่ายต่าง ๆ อยู่กับเราในป้อมปราการ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อบูซุฟยานกล่าวว่า : “นุอัยม์พูดถูกแล้ว เขาเป็นผู้หวังดีต่อเรา และเผ่าบนูกูร็อยเซาะฮ์ กำลังพยายามทรยศเรา ดังนั้นเขาจึงละทิ้งความเป็นพันธมิตรกับพวกเขาและตัดสินใจทำสงครามกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) โดยปราศจากพวกเขา เนื่องจากการลังเลนี้ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ขึ้นในกองทัพของพวกมุชริกีน และปฏิบัติการจึงล่าช้าไปหนึ่งวัน (7)

    ในช่วงเวลากลางคืน พายุรุนแรงได้พัดกระหน่ำ และพวกมุชริกีนต่างหวาดกลัวอย่างยิ่ง อบูซุฟยาน ได้เรียกรวมบรรดาผู้นำของพวกมุชริกีน และตัดสินใจที่จะหนี และสั่งให้พวกมุชริกีนขึ้นม้าและหนีไป ดังนั้นกองทัพศัตรูจึงหนีไปและสงครามก็สิ้นสุดลง (8)

 

4) บนูกุร็อยเซาะฮ์ การลงโทษอย่างหนักหน่วงต่อผู้ทรยศชาวยิว :

    หลังจากสงครามค็อนดัก (สนามเพลาะ หรือ คูเมือง) และความมั่นใจว่ากองทัพของพวกมุชริกีนได้หนีไปแล้ว ตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ยกทัพไปยังบนูกุร็อยเซาะฮ์ ผู้ซึ่งละเมิดพันธสัญญาของพวกเขาที่ได้จุดไฟสงครามอะห์ซาบขึ้น และในขณะเดียวกันก็โจมตีมะดีนะฮ์จากด้านหลัง กองทัพของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ปิดล้อมป้อมปราการของบนูกุร็อยเซาะฮ์ การปิดล้อมนี้กินเวลาสิบห้าวัน หลังจากที่บนูกุร็อยเซาะฮ์เหนื่อยล้าจากการถูกปิดล้อม พวกเขาขอให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ส่งอบูลุบาบะฮ์ บิน อับดุลมุนซิร ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของพวกเขา มาปรึกษาหารือกับพวกเขา อบูลุบาบะฮ์ ปรากฏตัวในฝูงชนชาวยิวที่กำลังสับสนและพวกเขาถามเขาว่า : เราควรยอมรับคำเรียกร้องของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ให้ยอมจำนนหรือไม่? เขากล่าวว่า : ใช่! ในขณะเดียวกัน เขาก็ชี้ไปที่ลำคอของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า การยอมจำนนเท่ากับความตาย

    อบูลุบาบะฮ์ ตระหนักถึงการทรยศของตนในทันที และออกจากป้อมปราการของบนูกุร็อยเซาะฮ์ด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ โดยไม่กลับไปหาชาวมุสลิม เขาไปที่มัสยิดและผูกตัวเองไว้กับเสาต้นหนึ่งแล้วขออภัยโทษ แม้ว่าความผิดพลาดของอบูลุบาบะฮ์ คือการขัดขวางไม่ให้บนูกุร็อยเซาะฮ์ยอมจำนน แต่ตามที่อิบนุฮิชาม กล่าวไว้ การข่มขู่ของท่านอมีรุลมุอ์มินีนอะลี (อ.) ทำให้พวกเขายอมลงจากป้อมปราการ (9) หลังจากยอมจำนน บนูกุร็อยเซาะฮ์ขอให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แต่งตั้งซะอัด อิบนุ มุอาซ เป็นผู้พิพากษาในระหว่างพวกเขา

    ซะอัดถูกยิงด้วยธนูในระหว่างสงครามค็อนดัก เส้นเลือดใหญ่ที่มือของเขาถูกตัดขาด และเขารู้สึกไม่สบาย จึงถูกนำตัวมารักษา เขาขอคำมั่นสัญญาจากเผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์เกี่ยวกับการตัดสินของเขา และกล่าวว่า : “พวกท่านจะยอมรับคำตัดสินของฉันใช่ไหม?” พวกเขากล่าวว่า : “ใช่” จากนั้นเขาสั่งให้สังหารบรรดาผู้ชายชาวบนูกุร็อยเซาะฮ์ จับตัวผู้หญิงและเด็กของพวกเขาเป็นเชลย และยึดทรัพย์สินของพวกเขาให้เป็นของชาวมุสลิม ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : “นี่คือคำตัดสินของพระเจ้าเกี่ยวกับพวกเขา” หลังจากเหตุการณ์นี้ ซะอัดได้เสียชีวิตในฐานะชะฮีด (ผู้พลีชีพ) เนื่องจากความเจ็บป่วยอย่างรุนแรงที่เกิดจากสงคราม (10)

 

5) ค็อยบัร ป้อมปราการที่ไม่มีใครเอาชนะได้ :

    หลังจากความพ่ายแพ้ของชาวยิวในมะดีนะฮ์ การวางแผนก่อกบฏครั้งที่สี่ของชาวยิวต่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็เริ่มขึ้น และชาวยิวได้รวบรวมกำลังพลในตำบลค็อยบัรและเปลี่ยนทางเหนือของมะดีนะฮ์ให้เป็นฐานสำหรับการวางแผนและเคลื่อนไหวทางทหารต่อต้านท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ชาวยิวแห่งค็อยบัร ทำให้ทางเหนือของมะดีนะฮ์ไม่ปลอดภัยและขัดขวางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปยังพื้นที่เหล่านั้น หลังจากความพ่ายแพ้ของเผ่าบนูกุร็อยเซาะฮ์ ชาวยิวแห่งค็อยบัรและเผ่าพันธมิตรของพวกเขา มั่นใจในความแข็งแกร่งและทรัพยากรของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้อมปราการค็อยบัรที่ไม่มีใครเคยเอาชนะได้ ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะโจมตีมะดีนะฮ์ (11)

    ตอนนี้ชาวมุสลิมตระหนักแล้วว่าแผนการของชาวยิวจะไม่สิ้นสุดลงเว้นแต่จะตัดรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายนี้เสียก่อน ตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ชาวมะดีนะฮ์หกพันคนจึงออกเดินทางไปยังค็อยบัร เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำสงครามที่ค็อยบัร เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมุฮัรร็อมในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่เจ็ด การปฏิบัติการทางทหารเป็นสิ่งต้องห้ามในมุมมองของศาสนาอิสลาม แต่การป้องกันตนเองเป็นสิ่งที่อนุญาต การยกทัพเดินทางของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในเดือนมุฮัรร็อม ซึ่งเป็นเดือนที่ห้ามการรุกราน (เริ่มต้นสงคราม) แสดงให้เห็นว่า การยกทัพเดินทางครั้งนั้นเป็นการป้องกันตนเอง ในขณะที่ประวัติศาสตร์และการบรรยายต่าง ๆ นำเสนอการเคลื่อนทัพของศาสดา (ซ็อลฯ) ว่า เป็นการรุกราน

    ตำบลค็อยบัรมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งและทรัพยากรทางทหารมากมาย และด้วยการสนับสนุนจากทรัพยากรเหล่านี้ ชาวยิวคาดการณ์ว่า ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จะพ่ายแพ้ และสิ่งที่พวกเขาคาดหวังอย่างน้อยที่สุดคือ การอ่อนแอลงและการชะลอตัวของการเคลื่อนไหวของอิสลาม บรรดาสหายของศาสดา (ซ็อลฯ) ได้พิชิตป้อมปราการทีละแห่ง และบางครั้งก็ต่อสู้กันเป็นเวลาหลายวันเพื่อเปิดป้อม เมื่อชาวมุสลิมมาถึงป้อมสุดท้าย (นิซาร์) ปฏิบัติการก็หยุดชะงักลง

    ป้อมปราการนี้ สร้างอยู่บนยอดเขา มีกำแพงสูง และมีสนามเพลาะ (คูน้ำ) ขุดอยู่ด้านล่าง ทำให้ไม่สามารถข้ามได้ หลังจากที่ชาวมุสลิมพยายามหลายครั้งไม่สำเร็จในการเข้าถึงป้อม ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้มอบธงรบให้กับท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และนำชัยชนะมาสู่ชาวมุสลิม ท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) ได้ใช้มืออันทรงพลังของท่านถอดประตูของป้อมออก และใช้มันเป็นโล่ (12) จากนั้นก็โยนมันข้ามคูน้ำไป เพื่อให้บรรดานักรบสามารถข้ามมาได้ (13)


แหล่งอ้างอิง :

1.ตารีค อัฏฏอบารี, เล่ม 1, หน้า 173

2.อัลมะฆอซี, อัลวากิดี, เล่ม 1, หน้า 180

3.อัลมะฆอซี, อัลวากิดี, เล่ม 1, หน้า 186

4.อัลมะฆอซี, อัลวากิดี, เล่ม 1, หน้า 375

5.ชัรห์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, อิบนุอบิลหะดีด, เล่ม 18, หน้า 285

6.มุนตะฮัลอามาล, อับบาส กุมมี, เล่ม 2, หน้า 182

7.มุนตะฮัลอามาล, อับบาส กุมมี, เล่ม 2, หน้า 179

8.มุนตะฮัลอามาล, อับบาส กุมมี, เล่ม 2, หน้า 185

9.อัซซีเราะตุนนะบะวียะฮ์, อิบนุฮิชาม, เล่ม 2, หน้า 240

10.อัซซีเราะตุนนะบะวียะฮ์, อิบนุฮิชาม, เล่ม 2, หน้า 244

11.อัลมะฆอซี, อัลวากิดี, เล่ม 1, หน้า 563

12.อัซซีเราะตุนนะบะวียะฮ์, อิบนุฮิชาม, เล่ม 2, หน้า 335

13.อัลอิรชาด, เชคมุฟีด, เล่ม 1, หน้า 127


แปลและเรียบเรียง : เชคมูฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2017 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 302 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

30933087
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
5118
12280
32730
30848272
307981
317935
30933087

พ 26 ส.ค. 2026 :: 13:03:20