ตามรายงานข่าว ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูง (Precision Strike Missile หรือ PrSM) ของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ซึ่งสหรัฐฯ นำมาใช้เป็นครั้งแรกในปฏิบัติการรุกรานอิหร่าน มีอานุภาพกระจายสะเก็ดระเบิด (Pellets) เป็นวงกว้าง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตแม้จะอยู่ห่างจากจุดตกถึง 50 เมตร
รายงานเชิงสืบสวนโดย Airwars หน่วยงานติดตามความขัดแย้งพร้อมด้วยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้ชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจใช้ขีปนาวุธ Precision Strike Missile ของล็อกฮีด มาร์ติน ใกล้กับศูนย์กลางชุมชน
จากการตรวจสอบของ Airwars องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง พบว่า เหตุการณ์ขีปนาวุธ 3 ลูกโจมตีเมืองลอเมิร์ด ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้คร่าชีวิตพลเรือนที่อยู่ห่างจากจุดระเบิดไกลถึง 50 เมตร นอกจากนี้ยังพบร่องรอยความเสียหายแผ่ขยายออกไปไกลกว่าจุดตกกระทบมากกว่า 3 เท่า (หรืออย่างน้อย 170 เมตร)
องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานในกรุงลอนดอนเปิดเผยว่า ขีปนาวุธดังกล่าวได้เกิดการระเบิดขึ้นกลางอากาศเหนือศูนย์รวมการกีฬาและย่านชุมชนที่พักอาศัยอีก 2 จุด
ทางการอิหร่านเปิดเผยว่า เหตุโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย
องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง แอร์วอร์ส (Airwars) เป็นหน่วยงานแรกที่สามารถจัดทำแผนที่แสดงรัศมีความเสียหายจากเหตุโจมตีในเมืองลอเมิร์ด พร้อมทั้งประเมินระยะหวังผลทำลายล้างถึงแก่ชีวิตของอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในครั้งนี้
ขีปนาวุธ PrSM ถูกออกแบบมาให้ระเบิดกลางอากาศ เพื่อกระจายสะเก็ดระเบิดโลหะความหนาแน่นสูงนับหมื่นชิ้นไปทุกทิศทางด้วยความเร็วสูง
แม้ว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาจะออกมายอมรับและยืนยันถึงการนำขีปนาวุธ PrSM มาใช้ในปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน ทว่าทางกองทัพได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นผู้ลงมือโจมตีเมืองลอเมิร์ด
หลักฐานภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และภาพถ่ายทางดาวเทียมบริเวณพื้นที่เกิดเหตุในเมืองลอเมิร์ด ซึ่งผ่านการวิเคราะห์โดยองค์กร Airwars และได้รับการยืนยันความถูกต้องจากสำนักข่าว Associated Press แสดงให้เห็นว่า สิ่งปลูกสร้าง ถนน และรถยนต์ในบริเวณนั้น ได้รับความเสียหายจนเป็นรอยพรุนขนาดใหญ่จากแรงระเบิด ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปแบบความเสียหายดังกล่าวมีความสอดคล้องกับขีดความสามารถทำลายล้างของขีปนาวุธ PrSM
กองทัพสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกล่าสุดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นทิ้งช่วงเป็นเวลาประมาณ 8 เดือน นับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีโดยปราศจากการยั่วยุรอบแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ทางด้านอิหร่านได้ดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างเฉียบขาด ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งฝูงโดรนพุ่งเป้าโจมตีไปยังดินแดนภายใต้การยึดครองของอิสราเอล ตลอดจนฐานทัพและแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค
ข้อตกลงหยุดยิงได้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายน ก่อนที่ในวันที่ 18 มิถุนายน ประธานาธิบดีของทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะบรรลุข้อตกลงและร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติการสู้รบอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเปิดฉากกระบวนการทางการทูตเป็นเวลา 60 วัน เพื่อร่วมกันหาทางออกต่อประเด็นความขัดแย้งที่ยังคงค้างคา
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลวอชิงตันได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้เกิดวงจรการตอบโต้อย่างรุนแรงจากฝั่งอิหร่านขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่