เจ้าหน้าที่ทหารของชาติตะวันตกได้แจ้งเตือนว่า ยุโรปอาจต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแบกรับสงครามบั่นทอนกำลังที่ยืดเยื้อกับรัสเซีย หากเกิดความขัดแย้งเต็มรูปแบบขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมรบของกองทัพ และแรงสนับสนุนจากสาธารณชนต่อการเผชิญหน้าที่ยาวนาน
รายงานจากสำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) ระบุว่า ที่ปรึกษาทางการทหารซึ่งทำงานร่วมกับนาโต้ (NATO) และสหภาพยุโรป ได้แสดงความกังวลดังกล่าวในงานประชุมร่วมที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภายใต้ชื่อการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference)
พวกเขากล่าวว่า รัฐบาลและประชาชนในยุโรปยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะแบกรับสงครามระยะยาว พร้อมทั้งกระตุ้นให้นาโต้ (NATO) และสหภาพยุโรป (EU) วางแผนรับมือกับความขัดแย้งในรูปแบบที่สามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว
โวล์ฟกัง อิชชิงเกอร์ (Wolfgang Ischinger) ประธานการประชุมความมั่นคงมิวนิก กล่าวว่า มูลนิธิเอกชนแห่งนี้ กำลังพยายามพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางการทหารรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของยุโรปให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากโครงสร้างที่มีอยู่เดิมของนาโต้ (NATO) และสหภาพยุโรป (EU
นักวางแผนทางการทหารกล่าวว่า ในปัจจุบันสาธารณชนในยุโรปแทบไม่มีความต้องการที่จะเผชิญกับสงครามยืดเยื้อกับรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนพลังงานและวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการระดมทรัพยากร รวมถึงการรักษาแรงสนับสนุนจากประชาชนเอาไว้ในระหว่างความขัดแย้งที่ยาวนาน
นักวางแผนทางการทหารยังได้แสดงความกังวลว่า รัสเซียอาจกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบในสิ่งที่พวกเขาอธิบายว่า เป็น 'สงครามไฮบริด' (สงครามลูกผสม) กับยุโรป ซึ่งอาจส่งผลให้ทางเลือกของนาโต้ (NATO) และสหภาพยุโรป (EU) ลดน้อยลง หากเกิดการเผชิญหน้าทางทหารในวงกว้างขึ้น
รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งยอมรับเมื่อไม่นานมานี้ว่า ชาติตะวันตกทำได้ 'ห่วยแตก' ในการอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามไฮบริดกับรัสเซีย ขณะที่นักการทูตอังกฤษรายหนึ่งกล่าวว่า รัฐบาลชุดต่าง ๆ ที่ผ่านมาล้มเหลวในการอธิบายถึงขนาดของภัยคุกคามจากรัสเซียตามที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างเพียงพอ
นักการทูตกล่าวว่า ระดับของการถกเถียงในเรื่องนี้ (แย่พอ ๆ กับ) อยู่ในระดับของเด็กอนุบาลเท่านั้น"
นักการทูตกล่าวว่า บรรดารัฐมนตรีของอังกฤษต้องเผชิญกับภารกิจอันยากลำบากในการโน้มน้าวใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งยอมรับการปรับลดงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการ และยอมให้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ
พวกเขากล่าวเสริมว่า การที่รัฐบาลอังกฤษล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำแนะนำใน 'รายงานการทบทวนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศประจำปี ค.ศ.2025 ที่เสนอให้เปิดเวทีอภิปรายระดับชาติเกี่ยวกับภัยคุกคามทางการทหารจากรัสเซีย ยิ่งซ้ำเติมให้ความพยายามในการสร้างความพร้อมรับมือและความยืดหยุ่นของภาคสาธารณชน (public resilience) มีความซับซ้อนและยากลำบากมากยิ่งขึ้น
นักการทูตอังกฤษอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า รอยร้าวที่หลงเหลือไว้จากยุคสงครามเย็นได้เปิดโอกาสให้รัฐบาลมอสโกสามารถฉวยโอกาสจากความกังวลของกลุ่มผู้เลือกตั้งในยุโรป ทั้งที่เป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทางการเมือง
ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลในวงกว้างของบรรดาเจ้าหน้าที่ยุโรป ที่มองว่ารัสเซียอาจกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบในสิ่งที่เรียกว่า 'สงครามไฮบริด' (สงครามลูกผสม) ซึ่งรวมถึงการใช้อิทธิพลทางการเมือง การปล่อยข่าวบิดเบือน และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสงครามในรูปแบบดั้งเดิม
การประชุมความมั่นคงมิวนิก ยังได้สนับสนุนความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง 5 มหาอำนาจทางการทหารหลักของยุโรป ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และโปแลนด์ เพื่อยกระดับการวางแผนด้านการป้องกันประเทศ
กลุ่มความร่วมมือที่ถูกเสนอขึ้นนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'E5' อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการประสานงาน ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาปรับลดความมุ่งมั่นและพันธกรณีด้านการป้องกันประเทศในรูปแบบดั้งเดิมลงในยุโรป
อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของพรรคการเมืองแนวประชานิยมในทั้ง 5 ประเทศ อาจกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้แผนการดังกล่าวมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างแสดงท่าทีสนับสนุนให้ยุติสงครามในยูเครน และในบางกรณี พรรคเหล่านี้ยังมีจุดยืนที่ถูกมองว่าเห็นอกเห็นใจหรือเข้าข้างรัฐบาลมอสโกอีกด้วย
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่