กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศอิหร่านระบุว่า ยิงอากาศยานฝ่ายศัตรู 370 ลำ ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศอิหร่านระบุว่า ยิงอากาศยานฝ่ายศัตรู 370 ลำ ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้บัญชาการระดับสูงกล่าวว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอิหร่านได้เล็งเป้าหมายไปที่อากาศยานข้าศึกมากกว่า 370 ลำ ในระหว่างการรุกรานของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเร็ว ๆ นี้ รวมถึงสามารถยิงเครื่องบินรบและโดรนของศัตรูตกได้สำเร็จ โดยผู้บัญชาการระดับสูงระบุว่า เป็นผลมาจากระบบป้องกันภัยทางอากาศที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับขีดความสามารถในการปกป้องน่านฟ้าของอิหร่าน

    พลตรี มูฮัมมัด ซอดิกเกียน รองผู้ประสานงานกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอิหร่าน กล่าวในวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่า กองทัพอิหร่านได้ใช้ประสบการณ์จากสงคราม 12 วัน เพื่อระบุจุดอ่อนและเสริมสร้างการป้องกันก่อนการรุกรานครั้งที่สองที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ซอดิกเกียน กล่าวว่า ด้วยการถอดบทเรียนจากประสบการณ์อันมีค่าของสงคราม 12 วัน รวมถึงการระบุจุดแข็งและแก้ไขจุดอ่อนของเราอย่างถูกต้อง ทำให้กองทัพอิหร่านสามารถวางแผนรับมือกับสงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เป็นอย่างดี จนส่งผลให้สามารถตกเป็นเป้าหมายและโจมตีอากาศยานของศัตรูได้มากกว่า 370 ลำ”

    ซอดิกเกียน กล่าวว่า “เครื่องบินรบและโดรนของศัตรูถูกยิงตก ซึ่งเป็นสิ่งทีพวกเขานึกไม่ถึงและไม่อยากจะเชื่อ เพราะพวกเขาปักใจเชื่อว่า ด้วยการระดมโจมตีอย่างหนักหน่วงในวันแรกของสงคราม จะสามารถทำลายเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศทั้งหมดของประเทศเราลงได้”

    ซอดิกเกียน เล่าว่า โดรนทางยุทธศาสตร์ MQ-9 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียในช่วงสองวันที่ผ่านมา

    คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขาได้ยิงโดรน MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ ตกเหนือช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นสัปดาห์นี้

    IRGC กล่าวว่า โดรนลำดังกล่าวถูกยิงด้วยขีปนาวุธจากหน่วยป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยของพวกเขาก่อนที่จะตกลงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย

    เหตุการณ์ล่าสุดนี้ ยิ่งเพิ่มยอดความสูญเสียของฝูงบินโดรน MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ ตามที่มีรายงานมานับตั้งแต่เริ่มต้นการรุกราน โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ เคยยกย่องให้โดรน Reaper รุ่นนี้เป็น 'อาวุธชิ้นสำคัญที่สุด' ในปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า อิหร่านได้ทำลายเครื่องบินไร้คนขับ MQ-9 ไปแล้วกว่า 24 ลำ นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% ของจำนวนอากาศยานที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม

    ด้วยมูลค่าราว ๆ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ ความสูญเสียตามที่มีรายงานในครั้งนี้จะคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4-3.5 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ ฝูงบินโดรน Reaper ที่พร้อมปฏิบัติการของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยังมีรายงานว่า ลดลงเหลือเพียงประมาณ 135 ลำ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่กำหนดไว้ภายในองค์กรที่ 189 ลำ ตามข้อมูลคำให้การต่อสภาคองเกรสที่รายงานโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) และเดอะวอร์โซน (The War Zone)

    พลตรี ฟาร์ซาด เฟอไรดูนี ผู้บัญชาการศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางของกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพอิหร่าน ได้กล่าวในอีกวาระหนึ่งว่า กองทัพ เยาวชน และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่าน สามารถปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของประเทศลงได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดอื่น ๆ ก็ตาม

    เฟอไรดูนี กล่าวว่า “ด้วยความพยายามอย่างแน่วแน่ของกองทัพและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเยาวชนและนักวิทยาศาสตร์ของประเทศ ทำให้ช่องว่างทางเทคโนโลยีและอุปกรณ์ส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้ว และในวันนี้เราได้บรรลุขีดความสามารถภายในประเทศที่สำคัญ”

    เขากล่าวว่า อิหร่านได้พัฒนาการป้องกันทางอากาศโดยการซ่อมแซมและปรับปรุงอุปกรณ์ที่เสียหายระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก แปดปี และระบบเก่า การผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญ การวิศวกรรมย้อนกลับระบบต่างประเทศขั้นสูง และการออกแบบและผลิตระบบใหม่

    เขากล่าวว่า อิหร่านได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ผ่านการซ่อมแซมและอัปเกรดระบบเก่ารวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามอิหร่าน-อิรักที่ยาวนานถึง 8 ปี ตลอดจนการผลิตชิ้นส่วนประกอบที่มีความละเอียดอ่อน การทำวิเคราะห์ และศึกษาวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse-engineering) จากระบบขั้นสูงของต่างประเทศ และการออกแบบรวมถึงผลิตระบบใหม่ ๆ ขึ้นมาเองทั้งหมด

    เฟอไรดูนี ยอมรับว่า อิหร่านยังคงมีงานที่ต้องทำอีกมาก

    เขากล่าวว่า “เราได้เอาชนะช่องว่างและข้อบกพร่องส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่เรายังอยู่ห่างไกลจากจุดสูงสุดที่เราต้องการและต้องพยายามมากขึ้น”

    ในทำนองเดียวกัน ซอดิกเกียน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพ กระทรวงกลาโหม อุตสาหกรรมในประเทศ และบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ (Knowledge-based companies) ได้ช่วยขจัดอุปสรรคที่สำคัญในการผลิตชิ้นส่วนลงได้ และลดความจำเป็นในการพึ่งพาระบบจากต่างประเทศ

    เขากล่าวว่า “การวางแผนดำเนินการในลักษณะที่ไม่มีปัญหาคอขวดในการผลิตชิ้นส่วนหรือความจำเป็นในการซื้อระบบจากต่างประเทศอีกต่อไป”

    เขากล่าวเสริมว่า ระบบที่ผลิตในประเทศ ซอฟต์แวร์อัจฉริยะภายในประเทศ และบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝน ได้เสริมสร้างความสามารถของอิหร่านในการรักษาระบบป้องกันภัยทางอากาศ และลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างประเทศและอุปกรณ์ทางทหารที่นำเข้า

    เขากล่าวว่า “ระบบที่ผลิตในประเทศของอิหร่านได้ช่วยให้กองกำลังทหารของประเทศหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศต่าง ๆ และการจ่ายเงินดอลลาร์ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ อาจจำเป็นสำหรับประเทศในการตอบสนองความต้องการทั่วไปของสังคม”

    ซอดิกเกียน กล่าวว่า กองทัพบกและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ปฏิบัติการร่วมกันภายใต้การบังคับบัญชาที่เป็นเอกภาพระหว่างการสู้รบ

    เขากล่าวว่า “ในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่มีการกล่าวอ้างในทวีต แถลงการณ์ และสุนทรพจน์ของบรรดาผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอล กองทัพบกอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รวมถึงกองกำลังตำรวจและกองกำลังบาซิจ (Basij) ยังคงมีชีวิตอยู่อย่าง ยืนหยัด อดทน และทรงพลัง”

    เฟอไรดูนี กล่าวว่า ผลงานของกองทัพอิหร่านได้ป้องกันไม่ให้ศัตรูบรรลุเป้าหมายในสงครามครั้งล่าสุด พร้อมทั้งเตือนว่า เตหะรานจำเป็นต้องเฝ้าระวังและเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม

    เขากล่าวว่า กองทัพอิหร่านได้ซ่อมแซมและพัฒนาขีดความสามารถแม้จะถูกโจมตี และจะยังคงปกป้องพรมแดนและบูรณภาพดินแดนของประเทศต่อไป


ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 195 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31025038
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
3855
7110
53536
30900357
37095
362837
31025038

ส 05 ก.ย. 2026 :: 12:27:16