รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีของอิหร่าน ได้ออกมาเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเปลี่ยนอำนาจในการควบคุมข้อมูลให้กลายเป็นการควบคุมผู้คน และก่อให้เกิด "ระบอบเผด็จการที่มองไม่เห็น" ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการทำสงคราม
ในการกล่าวปราศรัยที่งานประชุมระดับโลกของ UNESCO ว่าด้วย จริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (GFEAI 2026) ณ กรุงริยาด ในวันพุธ (16 ก.ย.) นาย ฮุสเซน ซีมาอี ซารัฟ เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีความเป็นกลาง และเตือนว่า AI อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ได้
นาย ซีมาอี กล่าวว่า "ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำงานอย่างยุติธรรมด้วยตัวมันเอง" พร้อมเสริมว่าอัลกอริทึมบางครั้งอาจทำลายมากกว่าสร้าง และแพลตฟอร์มต่าง ๆ อาจกลายเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดอันตรายแทนที่จะเป็นการพัฒนา
เขายังเตือนด้วยว่า แม้แต่การเฝ้าระวังก็ต้องมีขอบเขต โดยระบุว่า การกำกับดูแลรัฐบาลและผู้มีอำนาจเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การติดตามพฤติกรรม ความสัมพันธ์ และเจตนาของประชาชนทั่วไปอาจนำไปสู่การเกิด "ระบอบเผด็จการที่มองไม่เห็น"
"ในปัจจุบัน ข้อมูลกำลังถูกนำไปใช้ในการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และถึงขั้นนำไปสู่การสังหารเด็ก" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีของอิหร่าน กล่าวพร้อมตั้งคำถามว่า แพลตฟอร์ม AI และผู้พัฒนาเทคโนโลยีควรต้องรับผิดชอบต่อวิธีการที่ระบบของตนถูกนำไปใช้งานหรือไม่
นาย ซีมาอี ชี้ให้เห็นว่า AI ยังสามารถนำมาใช้เพื่อ "ระบุตัวตนและกำหนดเป้าหมายโจมตีมนุษย์ด้วยขีปนาวุธได้อย่างแม่นยำ" ซึ่งก่อให้เกิดคำถามสำคัญด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในทางทหาร
โดยอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคใต้ของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI และส่งผลให้นักเรียนรวมถึงครูจำนวน 168 คนเสียชีวิต นาย ซีมาอี เน้นย้ำว่า ประเด็นนี้จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างลึกซึ้งและต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีของอิหร่าน ยังเตือนด้วยว่า AI อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม โดยระบุว่า กรอบจริยธรรมไม่ควรเพียงแค่ป้องกันอันตรายเท่านั้น แต่ยังต้องรับประกันถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกันอีกด้วย
"เทคโนโลยีต้องรับใช้มนุษยชาติ และปัญญาประดิษฐ์ต้องช่วยขยายขอบเขตเสรีภาพของมนุษย์ ไม่ใช่จำกัดเสรีภาพนั้น" นาย ซีมาอี กล่าวเน้นย้ำ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาสร้างระบบ AI ที่เหมาะสมกับภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง
คำเตือนของเขาเกิดขึ้นในขณะที่การทำสงครามโดยอาศัย AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปฏิบัติการทางทหารของทั้งเทลอาวีฟและวอชิงตัน
ผลการสืบสวนชี้ว่า อิสราเอลได้นำเครื่องมือดิจิทัลที่ชื่อว่า Lavender และ Gospel มาใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อระบุตัวตนและกำหนดเป้าหมายชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพอิสราเอลได้สังหารผู้คนไปแล้วกว่า 73,000 คน และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 173,000 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีการเฝ้าระวังและการระบุเป้าหมายที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับปฏิบัติการรุกรานทางทหารของรัฐบาลดังกล่าวในเลบานอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4,383 ราย และบาดเจ็บอีก 12,406 ราย
ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างปฏิบัติการรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล แพลตฟอร์ม AI หลายรายการที่พัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Microsoft, Apple และ Amazon ได้ถูกนำมาบูรณาการร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์ โดรน และข้อมูลการสื่อสาร เพื่อสร้างภาพสถานการณ์ในสนามรบและสนับสนุนการตัดสินใจในการระบุเป้าหมาย
เขาเน้นย้ำว่า ลำดับความสำคัญสูงสุดของภูมิภาคในขณะนี้คือ การยุติมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวและการสร้างสันติภาพ โดยระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรเป็นสิ่งที่ "ผิดหลักจริยธรรม" ในขณะที่สันติภาพและความมั่นคงถือเป็นความจำเป็นทางจริยธรรม
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีของอิหร่าน ยังกล่าวถึงศักยภาพของอิหร่านที่มีทั้งมหาวิทยาลัย นักวิจัย บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ และสถาบันเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ควรมีการผนึกกำลังศักยภาพเหล่านี้เข้าด้วยกันผ่านความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การแบ่งปันข้อมูล และการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่