ผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพเยเมนได้ออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบีย ต่อกรณีการโจมตีและการปิดล้อมที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยเน้นย้ำว่า หน่วยทหารของเยเมนจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่อยู่ลึกเข้าไปในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และทำลายเศรษฐกิจของประเทศ
ในแถลงการณ์ร่วมเนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปีแห่งชัยชนะของการปฏิวัติวันที่ 21 กันยายน เมื่อคืนวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) ที่ผ่านมา พลตรี มูฮัมมัด นัสเซอร์ อัล-อาติฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยเมน และพลตรี ยูสเซฟ ฮัสซัน อัล-มาดานี เสนาธิการกองทัพเยเมน ได้แถลงว่า “กองพลทหารทุกหน่วยของเยเมน จะยังคงเดินหน้าต่อสู้กับซาอุดีอาระเบียอย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยวต่อไป
แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำว่า ทางการซาอุดีอาระเบียและกองกำลังทหารรับจ้างของพวกเขาจะต้องได้รับบทเรียน เนื่องจากขีปนาวุธนำวิถีและโดรนรบที่ผลิตเองภายในประเทศเยเมนกำลังโจมตีสถานที่ต่าง ๆ ทั่วซาอุดีอาระเบียอย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการระดับสูงของเยเมนยังเตือนว่า "ขีปนาวุธและโดรน" ของประเทศสามารถโจมตีจุดใดก็ได้ที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนซาอุดีอาระเบีย สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของราชอาณาจักร และสามารถเข้าถึงสถานที่ใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียใช้เป็นที่หลบภัยได้
พวกเขากล่าวว่า "ความเขลาเพียงเล็กน้อยที่คุณก่อขึ้นจะต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง กองทัพของเราได้นำมาตรการที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อสร้างสมดุลใหม่แห่งการป้องปราม"
แถลงการณ์ยังเน้นย้ำด้วยว่า ความพยายามทั้งหมดของมหาอำนาจต่างชาติที่หยิ่งผยองในการเดิมพันกับความอดทนของกองทัพเยเมน รวมถึงความตื่นตัวของผู้นำทางการเมืองและผู้บัญชาการทหารนั้นได้ล้มเหลวลงแล้ว
ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นในขณะที่กองทัพเยเมนได้ขยายกำลังพลไปตามแนวชายฝั่งตะวันตกและรอบช่องแคบ บาบ อัล มันเดบ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยสามารถยึดพื้นที่คืนจากกองกำลังทหารรับจ้างที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียได้สำเร็จ
สื่อเยเมนรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้กองกำลังดังกล่าวสามารถยึดพื้นที่สูงทางยุทธศาสตร์ในจังหวัดลาฮิจ (Lahij) ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญได้ และยังได้ประกาศเข้าควบคุมเกาะเปริม (Perim Island) หรือที่รู้จักในภาษาอาหรับว่า เกาะมัยยูน (Mayyun)
นอกจากนี้ รัฐบาลในกรุงซานาก็ได้ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้การปิดล้อมที่ไม่เป็นธรรมและกดขี่ที่กระทำต่อเยเมนมาเป็นเวลาประมาณ 12 ปี
กองทัพเยเมนได้ประกาศความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งที่มุ่งเป้าไปยังเรือที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบียทั่วทั้งทะเลแดง
สถานการณ์ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเผชิญกับข้อจำกัดอยู่แล้วก่อนหน้านี้ รายงานจาก Financial Times ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียลดลงร้อยละ 23 มาอยู่ที่ระดับ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ยอดการส่งออกน้ำมันดิบลดลงจาก 5.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเหลือเพียง 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและข้อจำกัดในการเข้าถึงเส้นทางส่งออกยังส่งผลให้ Saudi Aramco ตัดสินใจปรับลดราคาขายน้ำมันดิบสำหรับผู้ซื้อในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย
เมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรได้ดำเนินมาตรการปิดล้อมเยเมนอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่
สหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกจำนวนมากได้ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านความช่วยเหลือทางทหาร การสนับสนุนทางการเมือง และทรัพยากรด้านโลจิสติกส์
สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีพลเมืองชาวเยเมนเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายหมื่นคน อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียกลับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ในการฟื้นฟูรัฐบาลที่อยู่ภายใต้อาณัติเพื่อขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตนได้สำเร็จ
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่