รายงานเผย ผลประเมินข่าวกรองลับของสหรัฐฯ ที่เพิ่งส่งต่อให้สภาคองเกรสระบุว่า ซาอุดีอาระเบียยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ริยาดและวอชิงตันได้ลงนามในข้อตกลง "ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือน" ทวิภาคีร่วมกัน
หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) รายงานเมื่อวันศุกร์ (25 ห.ย.) ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายราย ซึ่งระบุว่า ผลประเมินดังกล่าวถูกรวมอยู่ในเอกสารข่าวกรองที่ส่งยื่นต่อกลุ่มสมาชิกรัฐสภา ควบคู่ไปกับเอกสารข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า ผลประเมินข่าวกรองดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสคัดค้านจากสภาคองเกรสต่อ "ข้อตกลงนิวเคลียร์พลเรือน" นี้ โดยกลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตได้ร่วมกัน "แสดงความกังวล" ต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
ด้วยข้อตกลงฉบับนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังละทิ้งแนวทางปฏิบัติที่เคยทำมาในอดีต หันไปใช้ข้อจำกัดที่หละหลวมขึ้น และยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการยอมรับในกระบวนการที่แทบจะเป็นที่แน่ชัดว่า จะเปิดทางให้ริยาดสามารถครอบครองเครื่องมือในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และอาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ในที่สุด" กลุ่มสมาชิกรัฐสภาซึ่งนำโดย วุฒิสมาชิก เอ็ด มาร์กีย์ และ วุฒิสมาชิก เจฟฟ์ เมิร์กลีย์ ระบุในจดหมายที่ส่งถึงนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาปกป้องข้อตกลงดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่ส่งถึงหนังสือพิมพ์เดอะโพสต์ โดยระบุว่า วอชิงตัน "ไม่ได้ให้การสนับสนุน และจะไม่มีวันสนับสนุนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียอย่างแน่นอน"
ทางด้านเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ก็ได้สะท้อนภาพความพยายามด้านนิวเคลียร์ของริยาดว่า "มีลักษณะเพื่อพลเรือน" เท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยกล่าวไว้ว่า โครงการดังกล่าวยังคงเป็นไปเพื่อ "วัตถุประสงค์ทางสันติ" และดำเนินงานภายใต้ "ระดับความรับผิดชอบและความโปร่งใสขั้นสูงสุด
สภาคองเกรสกำลังพิจารณากระบวนการตรวจสอบข้อตกลง
ปัจจุบัน ข้อตกลงดังกล่าวอยู่ในระหว่างช่วงเวลาของการตรวจสอบโดยสภาคองเกรสเป็นเวลา 90 วัน ของการประชุมสภาแบบต่อเนื่อง (90-session days) หลังจากที่มีการยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครต (House Democrats) ได้ยื่น "ร่างมติร่วมเพื่อแสดงความไม่เห็นชอบ" (Joint Resolution of Disapproval) เพื่อคัดค้านและยับยั้งข้อตกลงดังกล่าวแล้ว
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ต่างออกมาเตือนว่า การอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้นั้น อาจเปิดทางให้สามารถพัฒนาไปสู่โครงการนิวเคลียร์ทางการทหารได้ในที่สุด ประกอบกับก่อนหน้านี้ เจ้าชายมูฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ก็เคยส่งสัญญาณไว้ว่า ราชอาณาจักรซาอุฯ จะแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองเช่นกัน "หากพวกเขา (อิหร่าน) พัฒนาได้สำเร็จ
ทางด้านสาธารณรัฐอิสลาม (อิหร่าน) ได้ออกมาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและไม่มีข้อยกเว้น โดยตัดความเป็นไปได้ทั้งในการแสวงหาหรือการครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (อาวุธนอกแบบ) พร้อมทั้งอ้างอิงถึงประการประกาศกฤษฎีกาทางศาสนา (ฟัตวา) ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งออกโดยอยาตุลลอฮ์ ซัยยอด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามผู้ล่วงลับ
นอกจากนี้ การที่อิหร่านไม่มีนโยบายแสวงหาอาวุธดังกล่าว ก็ได้รับการพิสูจน์และยืนยันอย่างต่อเนื่องในรายงานทุกฉบับของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เผยแพร่ออกมาเกี่ยวกับโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแห่งนี้
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่