บทวิเคราะห์คำปราศรัยของผู้นำอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมนเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถานการณ์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก การวิเคราะห์ถ้อยแถลงนี้ช่วยให้เห็นถึงแนวคิด แผนการรับมือ และการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายนำอย่างมีระบบ
สงครามระหว่างเยเมนและซาอุดีอาระเบียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การสู้รบด้วยขีปนาวุธหรือโดรนเท่านั้น แต่เป็น "สงครามเพื่อแย่งชิงการเล่าเรื่อง (Narrative), ความหมาย (Meaning) และเข็มทิศ (Compass)" อย่างแท้จริง
ในบทบาทล่าสุดของสถานการณ์นี้ นครมักกะฮ์ได้กลายมาเป็นจุดสนใจหลัก หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียประกาศว่า สามารถสกัดกั้นโดรนลำหนึ่ง ซึ่งระบุว่า ถูกยิงมุ่งเป้ามายังเมืองหลวงอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายเยเมน (ฮูซี) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องนครมักกะฮ์ ตกเป็นเป้าหมาย โดยมองว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบิดเบือนข้อมูลที่มุ่งหวังจะเบี่ยงเบนทิศทางของความขัดแย้ง
ในมุมกลับกันของข้อกล่าวหานี้ จุดยืนของท่านซัยยิด อับดุลมาลิก บัดรุดดีน อัล ฮูซี ผู้นำการปฏิวัติแห่งเยเมน (ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องท่าน) ได้ฉายชัดขึ้นมา โดยท่านได้เน้นย้ำว่า ประชาชนชาวเยเมนพร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องนครมักกะฮ์ ซึ่งนี่ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ในสามัญสำนึกของชาวเยเมนนั้น มักกะฮ์ไม่ใช่สมรภูมิแห่งความขัดแย้งหรือเป้าหมายของการโจมตีแต่อย่างใด หากแต่เป็นหนึ่งในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวมุสลิม ทั้งยังมีสถานะทางศาสนาและจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึก จนไม่สามารถที่จะกลายมาเป็นพื้นที่แห่งความจงเกลียดจงชังหรือเป้าหมายของการทำลายล้างได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ประโยคดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำลายแผนบิดเบือนข้อมูลที่ถูกแพร่กระจายอยู่ เนื่องจากมันได้นำจุดยืนของเยเมนที่มีต่อนครมักกะฮ์กลับไปวางไว้ในบริบททางศาสนาและจริยธรรมที่ถูกต้อง พร้อมทั้งตัดแยกความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานออกจากความพยายามที่จะนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้เป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางการเมืองและการสื่อสารมวลชน
และภายใต้บริบทนี้ ถ้อยแถลงของท่านซัยยิด อับดุลมาลิก บัดรุดดีน อัล ฮูซี (ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องท่าน) จึงได้ถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อวางประเด็นปัญหาดังกล่าวให้อยู่ในกรอบที่กว้างขึ้น นั่นคือ : ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้?
และอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนเหตุการณ์ที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งทางศาสนา ให้กลายมาเป็นประเด็นหลักของความขัดแย้ง
และความศักดิ์สิทธิ์ของนครมักกะฮ์กำลังถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองและสื่อการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เพื่อระดมแรงสนับสนุนและกระแสต่อต้านเยเมนใช่หรือไม่?
จากการผ่อนคลายความตึงเครียด สู่การเผชิญหน้าครั้งใหม่
ตามบทวิเคราะห์ที่ท่านผู้นำเยเมน ( อัล ฮูซี) ได้นำเสนอ ในมุมมองของฝ่ายเยเมนนั้น ช่วงเวลาของการผ่อนคลายความตึงเครียดไม่ได้นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและการเคารพซึ่งกันและกันแต่อย่างใด หากแต่ต้นตอหลักของความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่และพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา
และด้วยเหตุนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงได้นำการยกระดับความรุนแรงในปัจจุบัน ไปวางไว้ในบริบทของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นในปี ค.ศ. 2015 โดยมองว่า ประเด็นสำคัญอันเป็นแก่นแท้สำหรับกรุงซานา (รัฐบาลฮูซี) ก็คือ การยุติการโจมตีและการปิดล้อมทั้งหมด รวมถึงการยุติการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ
การใส่ร้ายป้ายสี : อาวุธเก่าที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่
อย่างไรก็ตาม การนำข่าวลือและการกุเรื่องมาใช้เป็นเครื่องมือในความขัดแย้งนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ หากแต่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การใส่ร้ายป้ายสีได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าของฝ่ายตรงข้าม และสร้างภาพลักษณ์ลวงตาขึ้นมาแทนที่ความจริงมาโดยตลอด
ในอดีต บรรดาศาสดาต่างก็เคยเผชิญกับการใส่ร้ายป้ายสีที่มุ่งหวังจะทำลายคำเผยแผ่ของพวกท่านในสายตาของผู้คน และหนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดในคัมภีร์อัลกุรอาน คือสิ่งที่ท่านนบีมูซา (โมเสส) (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้เผชิญจากการกล่าวหาของฟิรอูน (ฟาโรห์) รวมถึงความพยายามของฟิรอูนในการบิดเบือนความจริงต่อหน้าประชากรของตน
และในประวัติศาสตร์อิสลาม ก็ปรากฏตัวอย่างของการนำโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองมาใช้ประโยชน์ในความขัดแย้งเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งอิทธิพลรุนแรงถึงขั้นที่ทำให้ผู้คนบางกลุ่มปักใจเชื่อในเรื่องเล่าที่บิดเบือนเกี่ยวกับท่านอิมามอะลี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) จนถึงขนาดที่มีผู้แสดงความประหลาดใจเมื่อทราบข่าวว่า ท่านถูกลอบสังหารในพลับพลาที่นมาซ (เมียะห์รอบ) ราวกับว่า การทำนมาซนั้นไม่ใช่กิจวัตรที่ท่านปฏิบัติอยู่เป็นประจำ
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้เปิดเผยให้เห็นว่า สมรภูมิเพื่อแย่งชิงความจริงนั้น อาจเกิดขึ้นก่อนสมรภูมิภาคพื้นดิน (ความสำคัญของสงครามข่าวสารเชิงรุก) เสียด้วยซ้ำ เพราะในยามที่ฝ่ายตรงข้ามไร้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง พวกเขาอาจพยายามเปลี่ยนแปลงการตีความข้อเท็จจริงเหล่านั้นแทน และในยามที่การสร้างความชอบธรรมให้แก่จุดยืนทางการเมืองกลายเป็นเรื่องยากลำบาก การผลิตสร้างเรื่องเล่าจึงกลายมาเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการจัดระเบียบอารมณ์ความรู้สึก และการเลือกข้างทางยุทธศาสตร์ของผู้คนเสียใหม่
สมรภูมิที่อันตรายที่สุด : ใครคือผู้ครอบครองสิทธิ์ในการนิยามความจริง?
จากจุดนี้ จึงทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความละเอียดอ่อนทางยุทธศาสตร์ของข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนครมักกะฮ์
กล่าวคือ ฝ่ายซาอุดีอาระเบียได้นำเสนอเหตุการณ์โดรนดังกล่าวในฐานะภัยคุกคามโดยตรงต่อนครมักกะฮ์ ในขณะที่ฝ่ายเยเมนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการตกเป็นเป้าหมายของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ โดยมองว่า การป้ายสีในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อโจมตีเยเมนและกองทัพของตน
ดังนั้น เนื่องจากการนำนครมักกะฮ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนั้น ได้ยกระดับประเด็นปัญหาจากข้อพิพาททางการเมืองและการทหารทั่วไป ให้กลายมาเป็นประเด็นที่กระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของชาวมุสลิมทั่วโลกโดยสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้ ถ้อยแถลงของท่านผู้นำจึงมุ่งเน้นไปที่การปฏิเสธการนำความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่มาแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในสมรภูมิทางการสื่อสารมวลชน โดยได้เน้นย้ำว่า เยเมนตามนัยแห่งคำกล่าวของท่านนั้น มองว่า นครมักกะฮ์และศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ทั้งมวล คือเส้นแดงทางศาสนาที่ไม่ยอมให้มีการลบหลู่หรือนำมาล้อเล่นโดยเด็ดขาด
จากมักกะฮ์สู่เยรูซาเลม (อัลกุดส์)... เข็มทิศกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด?
ถ้อยแถลงสุนทรพจน์ดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การปฏิเสธข้อกล่าวหาเท่านั้น หากแต่ได้ยกระดับการอภิปรายไปสู่คำถามที่กว้างยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ : หากศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์คือเส้นแดงที่ไม่สามารถล่วงละเมิดได้ แล้วโลกอิสลามกำลังยืนอยู่ ณ จุดใดในประเด็นของมัสยิดอัลอักซอ?
และ ณ จุดนี้เอง ท่านซัยยิด อับดุลมาลิก อัลฮูซี (ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องท่าน) ได้ปรับทิศทางของเข็มทิศให้มุ่งตรงไปยังปาเลสไตน์อีกครั้ง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการวัดจุดยืนต่าง ๆ ด้วย 'การกระทำที่เป็นรูปธรรม' ไม่ใช่เพียงแค่ 'ถ้อยแถลงบนแผ่นกระดาษ' และผลักดันให้ภัยคุกคามจาก 'อิสราเอล' ที่มีต่อกรุงเยรูซาเลม (อัลกุดส์) มัสยิดอัลอักซอ และศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เข้าไปสถิตอยู่ ณ ใจกลางของความตระหนักรู้ทางการเมืองและจิตวิญญาณของโลกอิสลามอย่างแท้จริง
และการพลิกเกมในลักษณะนี้คือ แก่นแท้ของสาส์นทั้งหมด เนื่องจากถ้อยแถลงดังกล่าวพยายามที่จะสกัดกั้นไม่ให้ข้อพิพาทระหว่างเยเมนและซาอุดีอาระเบีย ถูกแปรสภาพไปเป็นความขัดแย้งภายในโลกอิสลาม พร้อมทั้งนำประเด็นปัญหาปาเลสไตน์กลับมาสถาปนาใหม่อีกครั้งในฐานะหนึ่งในวาระหลักที่เป็นศูนย์กลางของสถานการณ์ระดับภูมิภาค
เมื่อเข็มทิศกลายมาเป็นสมรภูมิเสียเอง
สาส์นที่ลึกซึ้งที่สุดในถ้อยแถลงของท่านผู้นำอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมน ก็คือ ผลลัพธ์ของความขัดแย้งไม่ได้ถูกตัดสินเพียงแค่ด้วยการที่ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงขีปนาวุธหรือฝ่ายใดเป็นผู้ครอบครองอากาศยานเท่านั้น หากแต่ยังถูกตัดสินด้วยการที่ฝ่ายใดจะสามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่า ใครคือ 'ศัตรูที่แท้จริง' อะไรคือ 'วาระหลักที่เป็นศูนย์กลาง' และพลังอำนาจของประชาชาติมุสลิมควรจะถูกขับเคลื่อนมุ่งหน้าไปสู่อุดมการณ์ใด
ซึ่งจากจุดนี้เอง สื่อมวลชนจึงได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิแห่งการเผชิญหน้า เพราะเรื่องเล่าที่ถูกแพร่กระจายออกไปเป็นอันดับแรกนั้น อาจสถาปนาจุดยืนทางการเมืองขึ้นมาได้สำเร็จ ก่อนที่รายละเอียดทั้งหมดของเหตุการณ์จะกระจ่างชัดเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรื่องราวนั้น เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่มีความสำคัญระดับนครมักกะฮ์
บทสรุป : สมรภูมิแห่งความตระหนักรู้ เกิดขึ้นก่อนสมรภูมิภาคพื้นดิน"
ในประเด็นนี้ ถ้อยแถลงของท่านซัยยิด อับดุลมาลิก อัลฮูซี (ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องท่าน) จึงดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะนิยามความหมายของศึกครั้งนี้ใหม่ จากเดิมที่ตั้งคำถามเพียงแค่ว่า 'ใครคือผู้ที่โจมตีนครมักกะฮ์ ?
ไปสู่คำถามที่กว้างยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ : สื่อการโฆษณาชวนเชื่อกำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางและเข็มทิศของความขัดแย้งอย่างไร ?
เนื่องจากศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามตรรกะแห่งถ้อยแถลงนี้ จะต้องไม่ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือในการตอบโต้หรือหักล้างกันทางการเมือง อีกทั้งการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นก็ไม่ได้วัดกันที่ความดุดันของถ้อยแถลงบนแผ่นกระดาษ
หากแต่วัดกันที่จุดยืนและการกระทำที่เป็นรูปธรรมต่อประเด็นปัญหาทั้งปวง ที่กระทบต่อประชาชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา โดยมีกรุงเยรูซาเลม (อัลกุดส์) และมัสยิดอัลอักซอ เป็นแนวหน้าสูงสุด
ซึ่ง ณ จุดนี้เองที่ 'เข็มทิศ' ได้กลายมาเป็นสมรภูมิรบเสียเอง เพราะฝ่ายใดก็ตามที่มีขีดความสามารถในการนำทางความตระหนักรู้ของผู้คน ฝ่ายนั้นย่อมครอบครองทรงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ในการกำหนดทิศทางของความขัดแย้ง และใครก็ตามที่สามารถแปรเปลี่ยนข้อเท็จจริงให้กลายเป็นเรื่องเล่า และเปลี่ยนเรื่องเล่าให้กลายเป็นจุดยืนร่วมกันได้ ฝ่ายนั้นย่อมสามารถที่จะวาดภาพสถานการณ์ขึ้นมาใหม่ ได้ตั้งแต่ก่อนที่แผนที่ในสมรภูมิรบภาคพื้นดินจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเสียด้วยซ้ำไป
บทความ : อัดนาน อับดุลลอฮ์ อัล-จูไนด์
ที่มา : สำนักข่าว อัล อาลัม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่