ซาอุฯ รายงานเหตุเพลิงไหม้อาคารอารัมโก ท่ามกลางคำขู่เตือนจากเยเมน (กลุ่มฮูซี)
ซาอุฯ รายงานเหตุเพลิงไหม้อาคารอารัมโก ท่ามกลางคำขู่เตือนจากเยเมน (กลุ่มฮูซี)

กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียแถลงว่า อาคารสำนักงานบริหารของบริษัท อารามโก (Aramco) ทางตะวันออกของประเทศ ได้ตกเป็นเป้าหมายโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางคำขู่เตือนจากเยเมน (กลุ่มฮูซี)

    เมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียแถลงว่า เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันก่อนหน้า ณ อาคารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐในเมืองดะห์ราน (Dhahran) ในขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่า มีการสกัดกั้นขีปนาวุธหลายลูกที่ถูกยิงเข้ามายังพื้นที่ต่าง ๆ ของราชอาณาจักร

    สำนักข่าว SPA ของรัฐบาลซาอุฯ อ้างอิงหน่วยป้องกันภัยพลเรือนรายงานว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนได้ในกรุงริยาด ขณะที่กองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุฯ ที่ปฏิบัติการในเยเมนระบุว่า ได้สกัดกั้นขีปนาวุธร่อนอีกหนึ่งลูกเหนือเมืองอัล-คาร์จ ในจังหวัดริยาด และอีกหนึ่งลูกในพื้นที่ฮารัด ของจังหวัดทางตะวันออก ทั้งนี้ มีรายงานเสียงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าดังสนั่นทั่วเมืองหลวงท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าว

    ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรได้บังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่อเยเมน และเริ่มเปิดฉากปฏิบัติการรุกรานทางทหารครั้งใหญ่ต่อประเทศที่ยากจนข้นแค้นแห่งนี้ ภายใต้การหนุนหลังด้วยการสนับสนุนด้านการทหาร ด้านการเมือง และด้านโลจิสติกส์จากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่น ๆ อีกหลายประเทศ  

    สงครามนี้ดำเนินต่อไปจนเป็นเหตุให้ชาวเยเมนต้องเสียชีวิตไปหลายแสนคน โดยที่ซาอุดีอาระเบียยังไม่สามารถจัดการบรรลุวัตถุประสงค์หลักในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คนโปรดของตนให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งในเยเมน ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้ลี้ภัยออกนอกประเทศไปท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนทางการเมือง

    ในวันที่ 20 กรกฎาคม รัฐบาลซานา (อัล ฮูซี) ซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศมาโดยตลอดนับตั้งแต่การออกไปของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศมาตรการปิดล้อมทางเรือต่อราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นเครื่องมือในการกดดันกรุงริยาดให้ยกเลิกการปิดล้อมเยเมน

    ในการดำเนินการเพื่อตอบโต้งต่อการปิดล้อม กองกำลังติดอาวุธเยเมนได้ทำการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลประโยชน์และความได้เปรียบทางพื้นที่ของตน บริเวณรอบช่องแคบ บาบ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

‘จงออกไปเสียก่อนที่จะสายเกินไป’

    นอกจากนี้ ในวันอังคาร ประธานสภาการเมืองสูงสุดของเยเมน (อัล ฮูซี) กล่าวว่า ประเทศจะยังคงเดินหน้าเผชิญหน้ากับซาอุดีอาระเบียต่อไป จนกว่ากรุงริยาดยอมยุติสงครามและยกเลิกมาตรการปิดล้อมเยเมน รวมถึงจนกว่าประเทศจะสามารถทวงคืนทรัพยากรแห่งชาติและรับประกันการถอนกำลังของกองทัพต่างชาติออกไปได้ทั้งหมดสิ้น"

     ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว SABA ของเยเมน มะฮ์ดี อัล-มาชาต กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารของเยเมนที่มุ่งเป้าไปยังซาอุดีอาระเบียนั้น เป็นสิ่งที่ชอบธรรม โดยระบุว่า วัตถุประสงค์หลักคือ การยุติการรุกรานและการปิดล้อมที่ดำเนินมาโดยซาอฯ นานถึง 12 ปี

    เขาได้กล่าวยืนยันอีกครั้งถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลซานาที่จะเผชิญหน้ากับกรุงริยาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมไปถึงการชิงโจมตีการสะสมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารของซาอุฯ เพื่อขัดขวางและทำลาย 'วัตถุประสงค์ที่จะเข้ายึดครองประเทศเยเม

    อัล-มาชาต กล่าวถึงซาอุดีอาระเบียโดยตรงว่า "ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะในบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานเยเมน คือผู้ที่ควรจะถอนตัวออกไปจากเยเมน ก่อนที่จะสายเกินไป"

    อัล-มาชาต กล่าวประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการเป็นผู้นำนโยบายที่มุ่งทำให้รัฐเยเมนอ่อนแอลง รวมถึงการกีดกันไม่ให้ประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพย์สินความมั่งคั่งของตนได้

    เขาระบุว่า บัดนี้ชาวเยเมนได้รับโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะรวมอุดมการณ์แห่งชาติให้เป็นปึกแผ่น และจัดตั้งรัฐที่เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและความยุติธรรม ซึ่งเป็นอิสระจากการยอมเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มขั้วอำนาจต่างแดน และหลุดพ้นจากการต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอก

    นอกจากนี้ อัล-มาชาต ได้กล่าวประณาม 'อาชญากรรมจากการรุกรานโดยซาอุดีอาระเบียและการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มพลเรือน' โดยเขาอธิบายว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึง 'ความป่าเถื่อนโหดร้าย' ของกรุงริยาด และได้กล่าวตอกย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมของเยเมนในการตอบโต้กลับ

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้กล่าวประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการเปลี่ยนช่องแคบ บาบ อัล-มันเดบ ให้กลายเป็น 'พื้นที่สู้รบ' แต่ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าการเดินเรือระหว่างประเทศยังคงมีความปลอดภัย และเยเมนยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อผูกพันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการสัญจรทางทะเล

'ริยาดกำลังดำเนินการตามแผนการของไซออนิสต์'

    อัล-มาชาต ได้กล่าวย้ำถึงการปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุฯ ที่ระบุว่า เยเมนพุ่งเป้าโจมตีนครมาดีนะฮ์ โดยชี้ว่า ข้อครหาดังกล่าวเป็นหลักฐานสะท้อนถึงความไร้ความสามารถและความล้มเหลวของกรุงริยาด พร้อมทั้งประณามซาอุฯ ที่ดำเนินนโยบายสอดรับกับ 'แผนการของไซออนิสต์

    เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังได้กล่าวเตือนซาอุดีอาระเบียต่อความพยายามต่าง ๆ ที่จะโยงให้ชาวเยเมนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมุ่งเป้าโจมตีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเขาได้ประกาศว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ถือเป็นเส้นแดง (Red Line) ที่ไม่อาจล่วงล้ำได้ และเตือนว่า รัฐบาลซานาจะไม่ยอมนิ่งเงียบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'การกระทำที่ประมาทเลินเล่อสิ้นคิดเหล่านี้


ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 135 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31438595
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6378
11360
40444
31328205
146302
304350
31438595

พ 14 ต.ค. 2026 :: 14:50:59