รายงานระบุว่า กองกำลังความมั่นคงของอิรักได้ควบคุมตัวชาวยูเครน 7 คน ซึ่งต้องสงสัยว่า มีส่วนพัวพันในแผนการโจมตีโรงงานน้ำมันในแถบประเทศอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่รายงานเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกรุงเคียฟกับกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ได้จุดชนวนให้เกิดคำถามร้ายแรงเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นความลับทางทหารของยูเครนในต่างประเทศ
ตามรายงานของสำนักข่าว เดอะ เครเดิล (The Cradle) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ชาวยูเครนทั้ง 7 คน ถูกจับกุมตัวเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เนื่องจากต้องสงสัยว่า ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาค
การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทระหว่างกรุงแบกแดดและกรุงริยาด หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียได้อ้างเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมว่า สามารถสกัดกั้นโดรนที่ถูกปล่อยออกมาจากดินแดนของอิรัก ซึ่งส่งผลให้อิรักต้องสั่งการให้มีการตรวจสอบ และให้คำมั่นว่า จะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ของประเทศอิรักในการโจมตีรัฐเพื่อนบ้าน
ในเวลาไม่กี่วันต่อมา เครื่องบินรบของสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงต่อกลุ่มกองกำลังระดมพลประชาชนของอิรัก (PMU) ส่งผลให้นักรบฝ่ายต่อต้านของอิรักเสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กรุงริยาดได้รื้อฟื้นข้อกล่าวหาที่มีต่อกลุ่มฝ่ายต่อต้านของอิรักอีกครั้ง หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีท่อน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West oil pipeline) ของซาอุดีอาระเบีย
กลุ่มฝ่ายต่อต้านของอิสลามในอิรักได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยประกาศเมื่อวันที่ 12 กันยายนว่า ข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงกลุ่มของตนเข้ากับการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญของซาอุดีอาระเบียนั้นถือเป็น "เกียรติที่เราไม่ได้ไม่เรียกร้อง" พร้อมทั้งประณามการยอมรับข้อกล่าวหาของกรุงแบกแดดโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือหรือการตรวจสอบที่แน่ชัด
ในขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว เดอะ เครเดิล (The Cradle) ว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของยูเครนได้เข้าไปเคลื่อนไหวในหลายประเทศ โดยทำหน้าที่ฝึกอบรมกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นให้ใช้โดรนและเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า หน่วยข่าวกรองของกรุงเคียฟได้ขยายความร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธในซีเรีย มาลี ลิเบีย และแอฟริกาใต้
รายงานระบุว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโดรนขนาดใหญ่ รุ่น “BA AYGA" (บับบา ยาการ์) ซึ่งสามารถบรรทุกกระสุนและวัตถุระเบิดในปริมาณมาก โดยกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นจะเป็นผู้ประกอบและเตรียมความพร้อมของโดรน ในขณะที่บุคลากรของหน่วยข่าวกรองยูเครนจะทำหน้าที่ควบคุมโดรนเหล่านั้นจากระยะไกล
รายงานเกี่ยวกับกิปฏิบัติการลับของกรุงเคียฟในซีเรียได้สร้างความตื่นตระหนกเช่นกัน โดยสื่อตุรกีรายงานในเดือนกันยายน ค.ศ. 2024 ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเครนได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลง "แลกโดรนกับนักรบ" (drones-for-fighters) กับกลุ่มฮัยอัต ตะห์รีร อัล-ชาม (HTS) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่เปิดฉากโจมตีจนสามารถโค่นล้มรัฐบาลซีเรียลงได้ในอีก 3 เดือนต่อมา
สำนักข่าว เดอะ เครเดิล (The Cradle) รายงานว่า การเปิดฉากโจมตีดังกล่าวรวมถึงการใช้โดรนโจมตีที่ควบคุมโดยผู้ฝึกสอนชาวยูเครน ในขณะที่ อาบู มูฮัมมัด อัล-โจลานี ผู้นำกลุ่ม HTS และผู้ก่อตั้งเครือข่ายอัลกออิดะฮ์สาขาซีเรีย ได้ประกาศตนเองเป็นประธานาธิบดีในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ การเปิดเผยที่น่าสนใจ คือ รัดวาน มูรตาฎอ (Radwan Mortada) ผู้เขียนของสำนักข่าว เดอะ เครเดิล (The Cradle) ได้รายงานเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 ว่า สถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำกรุงเบรุตได้ให้ที่พักพิงแก่สายลับระดับสูงของอิสราเอล ซึ่งเป็นบุคคลที่ทางการเลบานอนกำลังต้องการตัวอยู่
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่